โปรดลงทะเบียน Facebook เพื่อเข้าร่วมกับเรา ภารกิจ:แลกเปลี่ยนความรู้เว็บไซท์นี้ ขอเสนอเป็นศูนย์แลก เปลี่ยนความรู้ และนำเสนอข่าวในส่วนของ Axapta Microsoft Dynamics AX ในรูปแบบภาษาไทย บน Social network เข้าสู่หน้าหลัก:http://Thai-Axapta.com
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Dynamics AX แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Dynamics AX แสดงบทความทั้งหมด

เปิด ตัว Thai-Axapta's Channel รวบรวม Video ภาษาไทยเกี่ยวกับ Dynamics AX

เปิด ตัว Thai-Axapta's Channel รวบรวม Video ภาษาไทยเกี่ยวกับ Dynamics AX
เพื่อเผยแพร่ความรู้ ในรูปแบบ VIDEO ดังตัวอย่างด้านล่างแล้วอย่าลืมแวะเข้ามาเยี่ยมน่ะครับ
http://www.youtube.com/user/thaiaxapta






By SuperS

แน่ะนำ web สำหรับเปรียบเทียบ EPR แต่ละค่าย เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น

(คำถาามนี้เจอสมาชิกถามบ่อยเลยจัดให้ครับ) 
ผมได้เจอ web สำหรับเปรียบเทียบระบบ ERP แต่ละระบบ ผมลอง TEST เลือก Microsoft dynamics (ไม่สามารถเลือกย่อยได้ครับ) ,SAP และ ORACLE ได้ข้อมูลดังด้านล่างนี้ครับ

                            

Product Names
Microsoft Dynamics ERP
Microsoft Dynamics Supply Chain Management Solutions
Microsoft Dynamics Manufacturing Solutions
Microsoft Dynamics GP for HR Management
Microsoft Dynamics Financial Management Solutions
SAP ERP Human Capital Management
SAP ERP Financials
SAP ERP Operations
SAP Manufacturing
SAP Supply Chain Management Solutions
SAP Supplier Relationship Management (SAP SRM)
Oracle Supply Chain Management
Oracle Human Capital Management
Oracle Financial Management Solutions
Oracle Procurement Applications
Customer Focus สถาบันองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง, ธุรกิจสถาบันของรัฐและการศึกษา องค์กรทุกขนาดสามารถใช้โซลูชั่น SAP ขนาดเล็กและ บริษัท ขนาดกลางและองค์กรขนาดใหญ่ในหลากหลายอุตสาหกรรมภาครัฐและเอกชน
Highlights
* การสนับสนุนจากความแข็งแรงของ Microsoft หนึ่งใน บริษัท ไอทีที่ใหญ่ที่สุดในโลก
commerce * ธุรกิจซอฟต์แวร์การจัดการ Complete : ERP, e, ห่วงโซ่อุปทาน, การผลิต, CRM, HR, การบัญชีโครงการ
* จัดส่งผ่านเครือข่ายทั่วโลก Microsoft Certified Partners
* ผูกด้วยโปรแกรม Microsoft อื่น ๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตและปรับปรุงกระบวนการ

* อเมริกา SAP เป็นธุรกิจของ บริษัท ใหญ่ที่สุดในโลกซอฟต์แวร์และผู้ผลิตซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่อันดับสามรวม
* Comprehensive โซลูชั่น ERP สนับสนุนมากกว่า 43,400 ลูกค้าใน 120 ประเทศทั่วโลก
แพคเกจ * อัพเกรดง่ายทำงานนวัตกรรมใหม่โดยการเพิ่มประสิทธิภาพของ SAP

* หลากหลายโปรแกรมการจัดการห่วงโซ่อุปทานตอบสนองความต้องการของ บริษัท ทุกขนาดในทุกอุตสาหกรรม
* ผู้ชนะรางวัลหลาย : Best Supply Chain Management System'Intelligent Enterprise 2007 Readers'Choice Award,'The Supply Chain Software Award'Supply Chain Excellence Awards จัดโดย SCMLogistics World 2006
* Oracle เป็นหนึ่งใน บริษัท ที่ใหญ่ที่สุดในเสนอโปรแกรมซอฟต์แวร์โลกเกือบทุก บริษัท ต้องดำเนินธุรกิจของ
Pricing $8,000 - $250,000+ $25 - $250,000+ $12,000 - $350,000+
Technology Microsoft พัฒนาและจัดจำหน่ายได้รับอนุญาตเป็นส่วนใหญ่โซลูชันทางธุรกิจซอฟต์แวร์ Enterprise Service - Oriented Architecture (SOA Enterprise) เป็นพิมพ์เขียวที่นำสถาปัตยกรรมปรับตัวยืดหยุ่นและเปิด IT เพื่อพัฒนาโซลูชันทางธุรกิจ Oracle Application Integration Architecture แบบเปิด มาตรฐานช่วยให้คุณสามารถสร้างกระบวนการทางธุรกิจที่คล่องตัว span ขอบเขตใบสมัครในขณะที่เวลาสั้นลงอย่างมากค่า



โดย SupperS

แผนงาน ขั้นตอนการวางแผนการนำ ERP มาใช้ในองค์กรณ์


 ได้คุยท่านสมาชิกท่านหนึ่งประสบปัญหาขั้นตอนการเลือกซอฟท์แวร์ ERP และ Consult เลยลอง Search หาบทความเพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจ มาฝากครับ

สำหรับขั้นตอนวิธี การพิจารณา เลือกใช้ซอฟท์แวร์ ERP เราขอแนะนำวิธีการเลือกไว้เพื่อเป็นแนวทางสำหรับท่านผู้บริหารใช้ในการ ตัดสินใจ ตามขั้นตอนต่อไปนี้

1. Setup Steering Committee (for oranization with large size) and Setup Working Team
ขั้นตอนการแต่งตั้ง Steering Committee นี้ เหมาะสำหรับองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ที่จำเป็นต้องร่วมกันตัดสินใจ ในโครงการที่สำคัญ หรือที่มีผลกระทบกับองค์กรโดยรวม ซึ่งหากเป็นองค์กรขนาดกลางถึงเล็ก อาจข้ามขั้นตอนนี้ไปได้ เพราะผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจอาจเป็นบุคคลเพียงคนเดียว เช่น เจ้าของ กรรมการผู้จัดการ(Managing Director) ผู้จัดการทั่วไป(General Manager) เป็นต้น

คณะกรรมการชุดนี้ ไม่ได้มีเพื่อเข้าไปทำงานโดยตรง แต่จะเป็นคณะทำงานที่คอยเฝ้าดูแล กำกับแนวทางการทำงาน ให้การคัดเลือกซอฟท์แวร์ เป็นไปในทิศทางที่องค์กรต้องการ กำหนดงบประมาณในการลงทุน และสุดท้ายเป็นผู้ตัดสินใจ ในการสรุปเลือกซอฟท์แวร์ กรรมการชุดนี้ ควรมีขนาดตั้งแต่ 3-5 คน แต่ไม่ควรมีเกินกว่า 7 คนเพราะจะทำให้เกิดความไม่คล่องตัว กรณีต้องประชุมเพื่อร่วมกันตัดสินใจ คณะกรรมการ อาจคัดเลือกมาจากหัวหน้างาน ในแต่ละฝ่าย ที่มีผลกระทบจากการใช้ซอฟท์แวร์ ERP ส่วนประธานคณะกรรมการ อาจเป็นบุคคล ที่ได้รับมอบหมายหรืออาจเป็น CEO ก็ได้
ต่อมาจึงทำการตั้งทีมงาน หรือคณะทำงาน เพื่อศึกษาในรายละเอียด ฟังก์ชันการทำงานของซอฟท์แวร์ ข้อจำกัดต่างๆ ของซอฟท์แวร์ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัจจุบันที่สามารถรองรับความต้องการองค์กร กระบวนการทำงานขององค์กร  เพื่อใช้ประกอบในการพิจารณาเลือกซอฟท์แวร์ (Software Selection) ซึ่งทีมงานนี้ จะประกอบไปด้วย ตัวแทนจากฝ่ายหรือแผนกต่างๆ ที่จะมีผลประทบ จากการใช้งานซอฟท์แวร์ ERP ซึ่งบางคนอาจจะอยู่ทั้งใน Working Team และ Steering Committee ด้วยก็ได้ องค์กรขนาดเล็ก อาจมีทีมงานไม่กี่คน ส่วนองค์กรใหญ่ ก็จะจำนวนมากขึ้นตามสัดส่วน

2. Identify Problems and alternative solutions
เมื่อตั้งทีมงานทำงานได้แล้ว ทีมงานนี้ ก็จะต้องทำการวิเคราะห์ถึงปัญหา และความต้องการขององค์กร ว่าองค์กรมีปัญหาอะไร ควรเปลี่ยนแปลงอะไร ต้องการอะไรเพิ่มเติม เช่น ระบบเก่ามีปัญหา ไม่สามารถใช้งานได้ ระบบเก่าไม่รองรับกับความต้องการใหม่ๆ หรือระบบเก่า ใช้ได้ดีระดับหนึ่ง แต่ต้องการแค่บางฟังก์ชันการทำงานเพิ่มเติม หรือระบบเก่า ใช้ได้ดี แต่ผู้ให้บริการไม่มีการบริการที่ดี เป็นต้น

เมื่อทีมงานวิเคราะห์ ถึงปัญหาต่างๆ มาเป็นข้อๆ จึงลองหาทางเลือก หรือทางแก้ปัญหาดูว่า ความต้องการนั้น มีทางออกที่เป็นไปได้กี่วิธี อย่างไรบ้าง มีความจำเป็น ต้องเปลี่ยนซอฟท์แวร์หรือไม่ หรือสามารถหาทางแก้ไขอื่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนซอฟท์แวร์ใหม่  เพราะต้องคำนึงเอาไว้เสมอว่า การเปลี่ยนซอฟท์แวร์ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยุ่งยาก ใช้ทั้งกำลังคน เวลา และกำลังทรัพย์ไม่ใช่น้อย  ดังนั้นการเปลี่ยนซอฟท์แวร์ จึงควรพิจารณาถึงความจำเป็น และความคุ้มค่าของการลงทุนเป็นสำคัญ หากเป็นไปได้ ควรมีการประเมินปัญหา ที่องค์กรประสบอยู่ ออกมาเป็นตัวเลข มูลค่าความเสียหาย เพื่อจะสามารถวิเคราะห์ เปรียบเทียบความคุ้มค่าในการลงทุน และความสมเหตุสมผล ในการตั้งงบประมาณ

3. Prepare Budget and Time Frame
เมื่อทีมงาน ได้วิเคราะห์ถึงข้อดีข้อเสีย และความคุ้มค่า ในการใช้ซอฟท์แวร์ เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ และมีข้อสรุปว่า จะต้องเปลี่ยน หรือจัดหาซอฟท์แวร์ใหม่ และได้นำเสนอ Steering Committee แล้ว ควรจะได้ข้อสรุปจาก Steering Committee ถึงงบประมาณการลงทุน อย่างคร่าวๆ และระยะเวลาของแผนงาน เพื่อทีมงานจะได้มั่นใจว่า เมื่อเลือกซอฟท์แวร์ได้แล้ว องค์กรจะมีงบประมาณ จัดซื้อจัดจ้างได้ และมีแผนการปฏิบัติงานที่ชัดเจน


4. Hire an Independent Consultant
ในบางกรณี องค์กรมีโครงสร้างขนาดใหญ่ กระบวนการทำงานมีปริมาณและรายละเอียดมาก ต้องประสานงานกันกับหลายๆหน่วยงาน หลายๆแผนก ระบบซอฟท์แวร์มีขนาดใหญ่ มีรายละเอียดฟังก์ชันการทำงานที่ซับซ้อน  จำเป็นต้องมีการว่าจ้างที่ปรึกษา (consultant) หรือบริษัทรับปรึกษา มาทำการเลือกซอฟท์แวร์ หรือติดตั้งซอฟท์แวร์ ซึ่งที่ปรึกษาเหล่านี้ โดยเฉพาะในรูปนิติบุคคล มักมีค่าบริการที่ค่อนข้างแพง และมักมีความรู้ความเชี่ยวชาญ ในซอฟท์แวร์แค่เพียงบางตัวเท่านั้น 

ถ้าหากทีมงานคิดว่า ตนไม่มีความรู้ความสามารถในด้านนี้ ไม่สามารถหาว่าองค์กรต้องการอะไร องค์กรมีปัญหาอะไรที่ต้องการแก้ไข ซอฟท์แวร์จะเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาได้อย่างไร ก็นับว่ามีเหตุผลในการจ้างที่ปรึกษา

5. Requirements Gathering
ในขั้นตอนนี้ ทีมงานจะต้องทำการ สรุปความต้องการ (Requirement) ขององค์กร จากฝ่ายต่างๆ แผนกต่างๆ ว่าต้องการซอฟท์แวร์ที่มีความสามารถ (Features) อะไรบ้าง ออกมาเป็นข้อๆ  ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดความผิดพลาดในงาน ลดงานซ้ำซ้อน เช่น ระบบบัญชีต้องการความสามารถ Consolidate ข้ามบริษัท ระบบขายต้องการความสามารถ Multi Currency เป็นต้น ความต้องการ ด้านเทคโนโลยีเป็นอย่างไร เช่น ต้องการระบบที่สามารถใช้กับออฟฟิศหลายๆสาขา หลายๆโรงงาน ที่อยู่ห่างกันคนละจังหวัดได้ เป็นต้น

ควรมีการระบุความสำคัญ (priority) ของความต้องการแต่ละข้อ ว่ามีความสำคัญมากน้อยเพียงใด เช่น ต้องมี หรือ ควรมี


เมื่อสรุปความต้องการได้แล้ว บางองค์กรอาจมีการทำ เอกสาร RFP ที่สรุปความต้องการทั้งหมด เป็นเอกสารเพื่อเตรียม สำหรับผู้เสนอขายซอฟท์แวร์ (Vendors) ซึ่งใน RFP มักมีการอธิบายถึงองค์กรอย่างคร่าวๆ เพื่อให้ผู้เสนอซอฟท์แวร์ รู้จักองค์กรในบางส่วน และ List รายละเลียด Features ของซอฟท์แวร์ที่ต้องการ รวมถึงคำถามต่างๆ ที่องค์กรต้องการทราบจากผู้ขาย เช่น ประวัติบริษัท ข้อเสนอด้านเทคนิค ซอฟท์แวร์สามารถรองรับความต้องการแต่ละข้อได้หรือไม่ อย่างไร ราคาเท่าไร แผนการติดตั้ง (Implementation Plan) แผนการอบรม แผนการบำรุงรักษา เป็นต้น

6. Call Vendors
จากนั้นจึงหาข้อมูลจากหลายๆแหล่ง เช่นจากโฆษณาตามนิตยสาร สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ อินเตอร์เน็ต หรือจากคู่ค้าที่ใช้ซอฟท์แวร์ต่างๆ เพื่อรวบรวมรายชื่อผู้ขายซอฟท์แวร์ ERP ทั้งหมด ที่คิดว่าจะติดต่อได้ เพื่อแจ้งให้ทราบว่าองค์กรมีความต้องการระบบ ERP และเรียกให้ผู้ขายทั้งหลายมารับ Requirements หรือ RFP เพื่อนำเสนอเป็น Proposal ต่อไป


7. Evaluate Proposal
เมื่อผู้ขายทั้งหลายมีการเสนอ Proposal ตามเวลานัดหมายแล้ว คณะทำงานก็จะต้องศึกษา Proposal ของผู้ขายแต่ละราย ว่าเสนอมาตรงกับความต้องการหรือไม่ อย่างไร โดยอาจทำเป็นตารางเปรียบเทียบ เช่น เสนอระบบอะไรบ้าง ราคาเท่าไร โดยอาจเปรียบเทียบ เฉพาะประเด็นที่สำคัญๆก่อน เช่นราคา เทคโนโลยี ความสามารถของระบบที่รองรับความต้องการองค์กรเป็นปริมาณเท่าไร ระบบที่เสนอมีโมดูลใดบ้าง ระยะเวลาการ Implement เป็นต้น

เมื่อได้ตารางเปรียบเทียบแล้ว ก็ทำการตัดผู้ขายบางรายที่น่าสนใจน้อยออกไปก่อนโดยค่อยๆตัดไปทีละราย เช่น เสนอราคาเกินงบประมาณไปมาก จนคิดว่าไม่น่าจะต่อรองราคาได้ หรือ เสนอระบบที่เป็นสาระสำคัญไม่ครบ หรือมีเทคโนโลยี ไม่เหมาะสมกับองค์กร เป็นต้น ขั้นตอนนี้ควรคัดเลือกให้เหลือเพียง 3-5 ราย ตามความเหมาะสม

8. Software Demonstration
เมื่อเลือกผู้ขายได้ 3-5 รายแล้ว จึงนัดผู้ขายแต่ละราย มาทำการสาธิตซอฟท์แวร์ ให้ทีมงานดู ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก  เพราะทีมงานจะได้มีโอกาสเห็น ถึงการทำงานของซอฟท์แวร์ และได้มีโอกาสซักถาม ถึงรายละเอียดของซอฟท์แวร์ จากผู้ขายโดยตรง ในการดูการสาธิต ของซอฟท์แวร์แวร์ควรดูไปตาม Flow ของการทำงานจริงขององค์กร เพื่อจะช่วยให้มีความเข้าใจได้ง่าย และสามารถเปรียบเทียบ กับสภาพการทำงานจริง ไม่ควรดูกระโดดข้ามไปข้ามมา ซึ่งหากมีข้อสงสัยประการใด ควรจะซักถามผู้สาธิตทันที

ถ้าผู้สาธิตตอบได้ไม่ชัดเจน ควรจำลองสถานการณ์ แล้วให้ผู้สาธิตทำให้ดู ไม่ควรแค่ถามว่า ซอฟท์แวร์ทำได้หรือไม่ แต่ควรดูในรายละเอียดลงไปว่า ทำได้อย่างไร ผลการทำงานถูกต้องหรือไม่ วิธีการของซอฟท์แวร์ มีความเป็นไปได้ เมื่อนำมาปฏิบัติงานจริง ซึ่งจะต้องทำทุกวัน หรือเมื่อมีรายการจำนวนมากๆหรือไม่การดูการสาธิตนี้ ไม่ควรจะเร่งรัดจนเกินไป เพราะอาจจะตกหล่นในบางรายละเอียด เพราะซอฟท์แวร์ ERP หรือ ซอฟท์แวร์ด้านบัญชีนั้น หากดูคร่าวๆ แล้วจะคล้ายคลึงกันมากๆ จะแตกต่างกัน ก็แต่ความสามารถ ในรายละเอียดปลีกย่อยลงไป หากการสาธิต ไม่สามารถดูได้จบ ภายในวันเดียว อาจจัดให้มีการสาธิตหลายวันได้ ซึ่งเป็นสิทธิของผู้ซื้อ ที่จะขอดูการสาธิต จนกว่าจะเข้าใจหรือมั่นใจ
ขณะดูการสาธิตควรมีการทำ Check List ของซอฟท์แวร์แต่ละราย เพื่อป้องกันการสับสน เมื่อผ่านการดูไปหลายๆราย ซึ่ง Check List นี้ ก็คือ List ของ Features ที่องค์กรต้องการ หรือเป็น List Features ที่ดีๆที่ซอฟท์แวร์บางตัวมีให้และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ หากซอฟท์แวร์ตัวใดที่มี Features มากเกินกว่าที่องค์กร จะมีโอกาสได้ใช้ภายใน 5 ปี ก็ควรสรุปเพิ่มเติม เป็นหมายเหตุไว้ เพราะการมี Features ที่มากมายเกินไป นอกจาก จะไม่ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ในการทำงานแล้ว ยังทำให้การ Implement และเรียนรู้ได้ยากตามไปด้วย

9. Software Testing (Optional)
เมื่อดูการสาธิตของซอฟท์แวร์แล้ว หากต้องการเพิ่มความมั่นใจมากขึ้น อาจขอให้ผู้ขายทำการทดสอบซอฟท์แวร์ ในสภานการณ์จำลองจากการทำงานจริง โดยอาจนำข้อมูลขององค์กรย้อนหลัง 15-30 วัน ทดลองป้อนข้อมูลเข้าซอฟท์แวร์มาตรฐาน เพื่อดูความมีเสถียรภาพ ความเร็ว และความถูกต้องของซอฟท์แวร์ เพราะในขั้นตอนการสาธิต จะไม่สามารถเห็นความมีเสถียรภาพ ความเร็วขณะใช้งานจริง และความถูกต้องของรายงานได้ เนื่องจากผู้ขายอาจหลีกเลี่ยงที่จะสาธิตบาง Features หาก Features นั้นทำงานได้ไม่ดีหรือยังมี Bug ได้ซึ่งขั้นตอนการทดสอบนี้ ซอฟท์แวร์บางตัวอาจสามารถทำได้โดยง่าย หากเป็นซอฟท์แวร์ที่สามารถติดตั้ง เรียนรู้และใช้งานได้ง่าย และไม่เป็นภาระมากเกินไปทั้งฝ่ายผู้ซื้อและผู้ขาย แต่ซอฟท์แวร์บางตัวอาจทำได้โดยยาก เพราะมีค่าใช้จ่ายในการอบรมและ Implement ที่สูง นอกเสียจากว่าจะสามารถตกลงกับผู้ขายได้ ในเรื่องเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายในการทดสอบนั้น


10. Visit Vendor (Optional)
เมื่อดูรายละเอียดและทดสอบการทำงานของซอฟท์แวร์จนเป็นที่พอใจแล้ว ควรมีการไปเยี่ยมเยียนสำนักงานของผู้ขาย เพื่อดูว่ามีสภาพการทำงานกันเป็นอย่างไร มีความมั่นคง น่าเชื่อถือ และมีสไตล์การทำงานที่เข้ากับองค์กรของเราได้หรือไม่ เวลาต้องการความช่วยเหลือ และบริการจะไปตามได้ที่ไหน เป็นต้น หากตอนชมการสาธิตมีการไปชมถึงสถานที่ของผู้ขายแล้ว ก็ควรจะขอชมสำนักงานและสภาพการทำงานของผู้ขายไปด้วย เพื่อความรวบรัดลดขั้นตอน


11. Call References
จากนั้นให้ขอรายชื่อลูกค้าเก่า ของผู้ขายแต่ละรายว่ามีที่ไหนใช้บ้าง ชื่อผู้รับผิดชอบ และเบอร์โทรศัพท์เพื่อติดต่อ โดยเฉพาะที่มีรูปแบบธุรกิจคล้ายคลึง กับองค์กรของเรา เมื่อโทรไปซักถาม ควรถามว่าใช้ซอฟท์แวร์อะไร จากผู้ขายชื่ออะไร การใช้งานเป็นอย่างไร การบริการเป็นอย่างไร แต่อย่าลืมว่า ข้อมูลที่ได้รับอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ เพราะผู้ที่เราสนทนาด้วยไม่ได้รู้จักเราเป็นการส่วนตัว และเขาอาจมีเหตุผลบางอย่างที่จะไม่พูดความจริงทั้งหมดก็ได้

ดังนั้นทีมงานควรใช้วิจารณญาณ แยกแยะเองว่า ผู้ขายบริการดีหรือไม่ดี ซอฟท์แวร์ใช้ได้หรือไม่ได้ จริงหรือไม่ เพราะหากใช้ไม่ได้ควรสอบถามว่าไม่ได้เพราะอะไร แล้วจึงตรวจสอบกับข้อมูลของเราเอง ที่ได้รับทราบตอนชมการสาธิต และการทดสอบอีกครั้งว่าเป็นความจริงหรือไม่ หากไม่แน่ใจก็ควรมีการตรวจสอบกับทางผู้ขายอีกครั้ง ส่วนการบริการหากบอกว่าไม่ดี ควรถามสอบถามว่าไม่ดีอย่างไรเพราะในทางธุรกิจ คำว่า “บริการดี” เป็นคำพูดเชิงคุณภาพที่ต้องมีต้นทุนแฝงอยู่เสมอ พึงพิจารณาว่า “สิ่งที่ได้รับ” กับ “เงินที่จ่าย” สมเหตุสมผลกันหรือไม่มากกว่า เพราะการลงทุนระดับหมื่นจะให้มีบริการดีเทียบเท่าระดับล้านย่อมเป็นไปไม่ได้

12. Negotiation
ขั้นตอนการเจรจาต่อรองเป็นขั้นตอนหลังจากที่ได้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสิน ใจด้านต่างๆ ครบถ้วนแล้ว จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้ มาทำการวิเคราะห์ ให้คะแนน ถ่วงน้ำหนักในประเด็นต่างๆ ที่องค์กรให้ความสำคัญสูงสุดและรองลงไป เช่น ให้น้ำหนัก Features ของซอฟท์แวร์ 50% ราคา 30% การบริการ 10% แผนการ Implement 10% เป็นต้น แล้วจึงเรียงลำดับผู้ขายที่ได้คะแนนรวมจากสูงสุดไปต่ำสุด

เมื่อได้ชื่อของผู้ขายที่คิดว่า น่าสนใจที่สุด 3 อันดับแรก หากได้คะแนนใกล้เคียงกันมาก ควรเรียกทั้ง 3 รายมาเจารจาต่อรองเพื่อหาข้อเสนอที่คิดว่าดีที่สุด เป็นประโยชน์ต่อองค์กรมากที่สุด แล้วจึงนำเสนอ Steering Committee เพื่อตัดสินใจขั้นสุดท้ายอีกครั้ง ควรระวังการเจรจาลดราคาต่ำจนเกินไป อาจเป็นไปได้ยากที่ผู้พัฒนาระบบซอฟท์แวร์จะทำโครงการออกมาได้ดี เนื่องจากต้องไปลดต้นทุนการทำงาน หรือลดจำนวนเจ้าหน้าที่ทีมงานในภายหลัง ซึ่งท้ายที่สุดผู้ซื้อจะได้รับผลกระทบจากการลดราคาที่ต่ำเกินไปอยู่ดี

13. Make Decision and Review Contract
เมื่อทีมงาน นำเสนอทางเลือกต่างๆ เข้าสู่ที่ประชุม Steering Committee เพื่อพิจารณาตัดสินใจในขั้นสุดท้าย หากได้รับความเห็นชอบก็ดำเนินการเตรียมสัญญาเพื่อจัดซื้อจัดจ้างต่อไป แต่หากมีบางประเด็นที่ต้องทบทวน ก็อาจต้องเรียกผู้ขายเข้ามาเพื่อชี้แจงหรือเจรจาต่อรองกันใหม่ จนกว่าจะได้ข้อสรุปเป็นที่พอใจกันทั้ง 2 ฝ่าย

เมื่อได้ข้อสรุปข้อเสนอต่างๆจากผู้ชนะ การคัดเลือกแล้ว หากมูลค่าการลงทุนเป็นมูลค่าที่ค่อนข้างสูงหรือมีรายละเอียดข้อตกลงปลีกย่อย ค่อนข้างมาก ควรมีการทำสัญญาการซื้อขาย หรือสัญญาว่าจ้างไว้เป็นหลักฐาน เพื่อป้องกันกรณีเกิดความเข้าใจไม่ตรงกันในภายหลัง และจะได้เป็นกรอบ กติกาและบรรทัดฐานในการทำงานต่อไปหลังจากที่ได้ตกลงซื้อขายกันเรียบร้อยแล้ว


การพิจารณาเลือกซื้อซอฟท์แวร์ ERP หากทำตามแนวทาง ขั้นตอนดังกล่าวแล้ว อาจมีข้อเสียคือ มีขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาอยู่บ้าง ซึ่งองค์กรควรจะมีแผนงานที่ชัดเจนและมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า ว่าจะใช้เวลาไปกับ แต่ละขั้นตอนนานเท่าใด ซึ่งโดยปกติ จะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 2-4 เดือนเป็นอย่างน้อย แต่การทำงานอย่างมีขั้นตอนนี้จะมีข้อดีคือ จะทำให้องค์กรได้ซอฟท์แวร์ที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด ลดความเสี่ยงจากการซื้อมาแล้วแล้วใช้ไม่ได้ นอกจากนั้นการทำงานในรูปแบบของทีมงานหรือคณะบุคคล ยังเป็นการระดมความคิด เปิดโอกาสให้แค่ละคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และลดโอกาสในการทุจริตประพฤติมิชอบอีกด้วย
นอกจากนั้นยังช่วยให้ขั้นตอนการ Implement มีความราบรื่นมากขึ้น เพราะสุดท้ายแล้วทีมงานการคัดเลือกมักจะเป็นทีมงานเดียวกับทีมงานการ Implement ด้วย หากทีมงาน Implement ได้รับรู้รับทราบและยอมรับในการเปลี่ยนแปลงซอฟท์แวร์มาโดยตลอดและมีส่วนร่วม ในการคัดเลือกนั้นด้วย นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดการต่อต้านแล้วกลับ

จะได้ รับความร่วมมืออย่างเต็มที่ในขั้นตอนการ Implement แต่หากทีมงาน Implement ไม่ได้รับรู้รับทราบถึงการเปลี่ยนแปลงระบบซอฟท์แวร์มาก่อนเลย และการเปลี่ยนซอฟท์แวร์เกิดจากอำนาจการตัดสินใจของผู้บริหารแต่เพียงฝ่าย เดียว สุดท้ายอาจเกิดการรวมหัวกันต่อต้าน ไม่ยอมรับ ไม่ให้ความร่วมมือ ทำให้การ Implement เป็นไปด้วยความยากลำบาก และล้มเหลวได้ในที่สุด


ดูต้นฉบับได้ที่ http://plusmainfotech.com/news_and_articles.php#6

Business Process Change Management สิ่งที่ Implementer AX ต้องรู้

Business Process Change Management การปรับรื้อกระบวนการทางธุรกิจเป็นแนวทางการจัดการเป้าหมายในการปรับปรุงโดย การยกระดับประสิทธิภาพและประสิทธิผลของกระบวนการที่อยู่ภายในและระหว่าง องค์กร การปรับรื้อกระบวนการทางธุรกิจเป็นที่รู้จักกันว่า BPR, Business Process ออกแบบธุรกิจการเปลี่ยนแปลงหรือ Business Process Change Management

Total Quality Management (TQM) คือชุดของการจัดการในองค์กรที่มุ่งเพื่อให้องค์กรอย่างต่อเนื่องตรงหรือเกิน ความต้องการของลูกค้า TQM ที่เน้นมากในการวัดกระบวนการและการควบคุมเป็นวิธีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

Just - in - time (JIT) คือ"ปรัชญาของการผลิตตามแผนกำจัดของเสียและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องของผล ผลิต" นอกจากนี้ยังมีการอธิบายวิธีการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตส่วนขวาในสถานที่ ที่เหมาะสมในเวลาที่เหมาะสมที่ (ในคำอื่น ๆ "เพียงแค่ในเวลา") ผลเสียจากกิจกรรมที่เพิ่มค่าใช้จ่ายโดยไม่ต้องเพิ่มค่าเช่นไม่จำเป็นย้าย วัสดุใดสะสมของสินค้าคงคลังส่วนเกินหรือใช้วิธีการผลิตผิดพลาดที่สร้าง ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ rework ภายหลังที่ JIT (เรียกว่าการผลิตแบบลีนหรือผลิต stockless) ควรปรับปรุงผลกำไรและผลตอบแทนการลงทุนโดยการลดระดับสินค้าคงคลัง (เพิ่มอัตราการหมุนเวียนของสินค้า), การลดความแปรปรวน, ปรับปรุงคุณภาพสินค้าลดเวลาการผลิตและนำส่งและลดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ (เช่น เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์สลาย)

ระบบ Kanban ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบ JIT ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมา เพื่อใช้ในการพัฒนาคุณภาพ และควบคุมการไหลของงาน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง โดยที่ “Kanban” หมายถึง บัตร แผ่นป้ายหรือสัญลักษณ์ ที่สามารถบอกถึงการไหลของงาน เพื่อควบคุมการปฏิบัติงานในโรงงานระบบ Kanban ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัทโตโยต้า ใช้ระบบการควบคุมการไหลของงานและการเบิกจ่ายวัตถุดิบโดยใช้ระบบบัตร 2 ประเภท คือ บัตรสั่งทำ (Production Order Card) และบัตรเบิกใช้ (Withdrawal Card) ซึ่งบัตรนี้จะติดไปกับภาชนะ (Container) ที่ใส่วัตถุดิบหรือระบบบัตรสองใช้ (Two-card System) โดยมีเกณฑ์สำหรับการดำเนินงาน ดังต่อไปนี้
                  - ในแต่ละภาชนะจะต้องมีบัตรอยู่ด้วยเสมอ
                  - หน่วยงานประกอบจะเป็นผู้เบิกจ่าย ชิ้นส่วนจาหน่วยผลิต โดยระบบดัง
                  - ถ้าไม่มีใบเบิกที่มีคำสั่งอนุมัติ จะไม่มีการเคลื่อนภาชนะออกจากที่เก็บ
                  - ภาชนะจะต้องบรรจุชิ้นส่วนในปริมาณที่ถูกต้องและมีคุณภาพที่ดีเท่านั้น
                  - ชิ้นส่วนที่ดีเท่านั้น ที่จะถูกจัดส่งและใช้งานในสายการผลิต
                  - ผลผลิตรวมจะไม่มากเกินไปกว่าคำสั่งการผลิตที่ได้บันทึกลงใน Card สั่งผลิต และนั่นก็หมายถึงว่า วัตถุดิบที่เบิกใช้จะต้องไม่มากกว่าจำนวนชิ้นส่วนที่บันทึกลงในบัตรเบิกชิ้น ส่วน

Kaizen เป็นคำภาษาญี่ปุ่นสำหรับ"การเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น"หรือ"ปรับปรุง"; การแปลภาษาอังกฤษเป็น"การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง"หรือ"ปรับปรุงอย่างต่อ เนื่อง) . Kaizen มีวัตถุประสงค์เพื่อขจัดของเสีย (หมายถึงกิจกรรม"ที่เพิ่ม ค่าใช้จ่าย แต่ไม่เพิ่มค่า") มันมักจะเป็นกรณีที่ว่านี้"ที่จะนำไปแยกและนำกลับมารวมกันในทางที่ดีขึ้น . นี้แล้วตามด้วยมาตรฐานนี้'ดีกว่า'กับคนอื่น ๆ ผ่านงานมาตรฐาน

Muda เป็นคำญี่ปุ่นที่หมายถึงกิจกรรมสิ้นเปลืองหรืออุปสรรคใด ๆ ที่เรียบไหลของกิจกรรม ค่าใช้จ่ายใน Muda ใด ๆ ที่เป็นของเสีย!

Six Sigma เป็นวิธีที่ให้ธุรกิจที่มีเครื่องมือในการพัฒนาความสามารถของธุรกิจของตน กระบวนการ เพิ่มประสิทธิภาพและลดลงในรูปแบบกระบวนการนี้นำไปสู่การลดข้อบกพร่องและปรับ ปรุงมากมายในกำไรขวัญกำลังใจของพนักงานและคุณภาพของสินค้า"

Enterprise Resource Planning -- ซอฟต์แวร์ที่ทำงานร่วมหน่วยงานและการทำงานใน บริษัท ในระบบคอมพิวเตอร์หนึ่ง ERP ทำงานปิดฐานข้อมูลเดียวทำให้หน่วยงานต่างๆข้อมูลร่วมกันและสื่อสารกัน ระบบ ERP ประกอบด้วยโมดูลทำงานเฉพาะที่ออกแบบมาเพื่อโต้ตอบกับโมดูลอื่น ๆ เช่นลูกหนี้, เจ้าหนี้, จัดซื้อเป็นต้น

การจัดการห่วงโซ่อุป ทาน (SCM) เป็นกระบวนการของการวางแผนการดำเนินการและการควบคุมการทำงานของห่วงโซ่อุป ทานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สุด การจัดการห่วงโซ่อุปทานครอบคลุมทุกการเคลื่อนไหวและการเก็บรักษาวัตถุดิบคง คลังการทำงานในกระบวนการผลิตและสินค้าสำเร็จรูปจากจุดกำเนิดของการจุดการ บริโภคของ

Customer Relationship Management (CRM) เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจทั้ง บริษัท ออกแบบมาเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไรโดยแข็งตัวความภักดีของลูกค้า

การผลิตแบบลีน คือวิธีการที่เป็นระบบในการระบุและกำจัดความสูญเสีย หรือสิ่งที่ไม่เพิ่มคุณค่าภายในกระแสคุณค่าของกระบวนการ โดยอาศัยการดำเนินตามจำนวนความต้องการของลูกค้าด้วยระบบดึง (Pull System) ทำให้เกิดสภาพการไหลอย่างต่อเนื่อง ราบเรียบ และทำการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ระบบอยู่เสมอ
Lean คือ ?
-         การผลิต แบบ Lean มุ่งเป้าหมายที่กำจัดความสูญเสียในกระบวนการ เช่น การจัดเก็บงานระหว่างผลิตและสินค้าสำเร็จรูปมากเกินความจำเป็น
-         การผลิต แบบ Lean ไม่ใช่การลดจำนวนพนักงาน
-         การผลิต แบบ Lean คือการเพิ่มกำลังการผลิตโดยการลดต้นทุนและรอบเวลาในระหว่างการผลิตให้สั้นลง
-         การผลิต แบบ Lean มุ่งทำความเข้าใจกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ
-         การเพิ่ม คุณค่าถูกกำหนดจากมุมมองของลูกค้า
-         ทุกกระบวน การพยายามเพิ่มคุณค่าให้ลูกค้า
-         กิจกรรม ใดๆ ก็ตามที่ไม่เพิ่มคุณค่าจัดว่าเป็นความสูญเสีย


BPR และ TQM

องค์กรที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของสัญญาของ IT เป็นผู้ที่จะ re - engineer เองโดยอัตโนมัติและไม่เพียงเนื่องจากพวกเขาก็จะไร้ประสิทธิภาพของพวกเขาโดย อัตโนมัติเช่นกัน ได้แก่ ถ้าคุณมีปัญหาของหนูในบ้านของคุณใน Kayole Estate, คุณ ไม่สามารถแก้ปัญหาโดยการพลิกไปยังบ้านใหม่ใน Runda Estate -- คุณจะสิ้น'ย้ายกับหนูเพื่อ Runda ด้วย คุณจำเป็นต้องตรวจสอบสัมภาระของท่านถ้าเป็นไปได้กำจัดสิ่งที่คุณไม่จำเป็น ต้อง

คือความคล่องตัวที่จะให้แน่ใจว่าเราสามารถชื่นชมสิ่ง ที่เราเป็น เราต้องแก้ไขตลอดกระบวนการทางธุรกิจของเรามุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าให้กับ ลูกค้า เราสามารถพูดคุยของคุณภาพเท่านั้นถ้าเราสามารถเกินความคาดหวังของลูกค้าหรือ โดยได้เตรียมที่จะละเมิดผ่านองค์กรเปลี่ยนคลื่นอัตโนมัติคือหาเหตุผลเข้า ข้างตนเอง, re - engineer หรือปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ สิ่งที่ระดับเราจะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของเรา -- เป็น IT ขับขี่ธุรกิจหรือเป็นธุรกิจการขับขี่ที่ IT? เราอยู่บนตารางยุทธศาสตร์? เรามีในการสนับสนุนให้โรงงานหรือวอดเรสนองยุทธศาสตร์?

หมายเหตุ : หน้า นี้ถูกแปลโดยซอฟต์แวร์เครื่องแปลภาษาคลิกที่นี่เพื่อรับภาษาอังกฤษ
Reference : http://www.techtext.net/th/information-technology/is-automation-always-the-answer.html

ปัจจัยความสำเร็จในโครงการ ERP

ปัจจัยความสำเร็จในโครงการ ERP
ระบบ ERP
จุดประสงค์หลักของระบบ ERP จะได้ใช้ประโยชน์สูงสุดของทรัพยากรของ นี้สามารถเก็บไว้โดยมาตรฐานและบูรณาการการดำเนินธุรกิจ ระบบ ERP มีลักษณะดังต่อไปนี้
1 ระบบ ERP เป็นซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่ออกแบบมาสำหรับสภาพแวดล้อมเซิร์ฟเวอร์ของลูกค้า
2 ระบบ ERP รวมส่วนใหญ่ของกระบวนการทางธุรกิจของ
3 ระบบ ERP กระบวนการส่วนใหญ่การทำธุรกรรมขององค์กร
4 ระบบ ERP ใช้ฐานข้อมูลขององค์กรทั้งที่โดยปกติจะเก็บข้อมูลแต่ละชิ้น
5 ระบบ ERP ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลในเวลาจริง
ในบางกรณีสาย ERP การรวมของการประมวลผลรายการและกิจกรรมการวางแผน (เช่นการวางแผนการผลิต) สนับสนุนสกุลเงินหลายภาษา (ที่สำคัญสำหรับ บริษัท ข้ามชาติ) การสนับสนุนสำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะ (เช่น, SAP สนับสนุนหลากหลายอุตสาหกรรมรวมถึงน้ำมัน และความสามารถในการก๊าซดูแลสุขภาพสารเคมีและการธนาคาร) เพื่อปรับแต่งโดยโปรแกรม
ทำไมความสำเร็จของการดำเนิน EPR เป็นสำคัญ
ความ หมายและการวัดความสำเร็จเป็นเรื่องยุ่งยาก ก่อนความสำเร็จขึ้นอยู่กับมุมมองจากที่หนึ่งมาตรการนั้น แม้ในคนเป็น บริษัท เดียวจะมีความคิดแตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่นผู้เชี่ยวชาญการใช้มักจะกำหนด ความสำเร็จในด้านการวางแผนโครงการเสร็จสิ้นในเวลาและภายในงบประมาณในขณะที่ ผู้ใช้และการยอมรับมักจะเน้นที่การเปลี่ยนแปลงจากระบบเดิมและมีเสถียรภาพการ ทำงาน
ระบบ ERP เป็นซอฟแวร์เชิงพาณิชย์ที่ทำให้การรวมข้อมูลเชิงรายการและกระบวนการทาง ธุรกิจทั่วทั้งองค์กร เริ่มต้นด้วยการผลิตและระบบการเงินระบบ ERP ในที่สุดอาจอนุญาตให้มีการบูรณาการระหว่างองค์กรโซ่อุปทาน เพราะระบบเหล่านี้สัมผัสหลาย ๆ ด้านเพื่อการดำเนินงานภายในและภายนอกของ บริษัท ที่ประสบความสำเร็จใช้งานและใช้มีความสำคัญกับประสิทธิภาพขององค์การและความ อยู่รอด
การใช้ระบบ ERP ไม่ร่วมราคาถูกหรือความเสี่ยงฟรี ในความเป็นจริง 65% ของผู้บริหารเชื่อว่าระบบ ERP อย่างน้อยโอกาสปานกลางของธุรกิจของพวกเขาทำร้ายเพราะอาจเกิดปัญหาการดำเนิน การ องค์กรส่วนใหญ่มีประสบการณ์การบริหารโครงการแบบครอบคลุม MIS แต่เหล่านี้โครงการ ERP ใหม่อาจแสดงความท้าทายใหม่และปัจจุบันปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่ต้องจัดการแตกต่าง กัน
ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญในการดำเนิน ERP
ปัจจัยความสำเร็จที่ สำคัญคือสิ่งที่องค์กรต้องทำดีให้ประสบความสำเร็จ ในส่วนของโครงการระบบสารสนเทศปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญคือสิ่งที่ระบบต้องทำ เพื่อบรรลุสิ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำ วิธีการเรียน CSFs หลังการใช้งาน ERP จะคล้ายกับวิธีที่ใช้ในการศึกษาความหลากหลายของเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) การวิจัยการดำเนินงาน บางส่วนของปัจจัยเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่มีการพบว่ามีความสำคัญในการใช้งาน ไอทีอื่นๆ
สามปัจจัยอย่างต่อเนื่องปรากฏเป็นปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญ สำหรับระบบสารสนเทศโครงการ :
สนับสนุนการจัดการด้านคำปรึกษา Client (ผู้มีส่วนร่วม) วัตถุประสงค์โครงการ Clear 1 ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ :
สนับ สนุนการจัดการด้านบนแสดงให้เห็นว่าการใช้ ERP ได้โดยทั่วไปการตัดสินใจจากบนลงล่างและความสำเร็จของการดำเนินการดังกล่าว ขึ้นอยู่กับการจัดตำแหน่งของการนำ ERP กับเป้าหมายทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์
2 ปัจจัย Tactical :
การจัดการโครงการที่มีประสิทธิภาพ -- เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จการตัดสินใจที่จะใช้ระบบ ERP การบริหารโครงการที่มีประสิทธิภาพเข้ามาในการเล่นการวางแผนประสานงานและการ ควบคุมเช่นโครงการซับซ้อน Re วิศวกรรมกระบวนการทางธุรกิจ -- มันเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะต้องพิจารณาขอบเขตที่ บริษัท ต้อง re - engineer กระบวนการทางธุรกิจปัจจุบันเพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ ERP เหมาะสมของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ -- การจัดการจะต้องตัดสินใจเลือกระวัง package ERP ที่เหมาะสมกับระบบเดิมเช่น แพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ฐานข้อมูลและระบบปฏิบัติการ
3 ปัจจัยการดำเนินงาน :
ศึกษา และฝึกอบรม -- เมื่อระบบ ERP สามารถและทำงานมันสำคัญมากที่ผู้ใช้จะสามารถที่จะใช้จึงควรตระหนักของ ตรรกศาสตร์ ERP และแนวคิดและควรจะคุ้นเคยกับคุณสมบัติของระบบ การมีส่วนร่วมของผู้ใช้ -- เข้าร่วมในการพัฒนาระบบและการใช้งานผู้ใช้ผ่านระยะเวลาการเปลี่ยนแปลงที่ให้ พวกเขาเวลาที่จะเข้าใจผลของโครงการ
ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญในการ ดำเนิน ERP มีดังนี้
? ทีม ERP สนับสนุนการจัดการแผนธุรกิจ Champion โครงการ? การบริหารจัดการโครงการ? และ Vision? Top และผูกพัน Executive? และส่วนประกอบ? สนับสนุนโครงการและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ? ระบบ Legacy และเทคโนโลยี Informaion? กระบวนการ Business? Integration System? ทดสอบระบบ? วิธี ERP Vanilla? การเลือกซอฟต์แวร์และการสนับสนุน? Strategic Initiatives? ทรัพยากรมนุษย์? อบรม? Quality Data? Resources ผู้ขาย? วัฒนธรรมองค์กร? การวิเคราะห์การแข่งขันของกลยุทธ์ Integration Enterprise? องค์กรการจัดการความรู้? การบริหารความเสี่ยง? พร้อม
โมดูลหลักของ ERP :
ซอฟต์แวร์ ERP ประกอบด้วยโมดูลซอฟต์แวร์หลาย แต่ละโมดูลซอฟต์แวร์ ERP เลียนแบบพื้นที่การทำงานที่สำคัญขององค์กร modules สามัญ ERP รวมโมดูลสำหรับการวางแผนการผลิตชิ้นส่วนและจัดซื้อวัตถุดิบการควบคุมสินค้า คงคลัง, การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อติดตามการเงินการบัญชีการตลาดและทรัพยากรมนุษย์ องค์กรมักจะเลือกที่ใช้โมดูล ERP ที่มีทั้งทางเศรษฐกิจและทางเทคนิคเป็นไปได้
ต่าง ERP ระบบ ERP ผู้ขายให้กับองศาของพิเศษ ... ... ... ... ... ..
แต่โมดูลหลักเดียวกัน เกือบทั้งหมดของพวกเขา บางโมดูลหลักที่พบในระบบ ERP ประสบผลสำเร็จต่อไปนี้
การ บัญชีการจัดการทางการเงินการจัดการการจัดการการผลิตการผลิตการจัดการการขน ส่งการขายการจัดการและการกระจายการจัดการทรัพยากรมนุษย์การจัดการห่วงโซ่การ จัดการซัพพลาย Customer Relationship Management E - Business Literature Review :
ปัจจัยความสำเร็จได้รับการอ้างอิงใน IT วิจัย มีจำนวนมากบทความใน CSF มี ในส่วนทบทวนวรรณกรรมที่มุ่งเน้นเพียงใน CSF ในการใช้ ERP ปัญหาและอัตราความล้มเหลวสูงในการใช้ระบบ ERP ได้อ้างอย่างกว้างขวางในวรรณคดี แต่การวิจัยปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญ (CSFs) ในประสิทธิภาพการใช้ ERP จะยังคงกระจัดกระจาย วรรณคดีส่วนใหญ่รวม CSFs ที่มีลักษณะแตกต่าง ERP นี่ฉันเลือกตัวอย่างวรรณกรรมคลาสสิคบางและตรวจสอบได้โดยลำดับเหตุการณ์
Larsen และ Myers (1997) พบว่าประสบการณ์ ERP จะเป็นความสำเร็จและความล้มเหลวก่อนในภายหลัง ผลนี้จะสนับสนุนการศึกษากรณี -- โครงการ BPR ปรับเปลี่ยนการออกแบบกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับบัญชีหลักภายในองค์กรใน อุตสาหกรรมนิวซีแลนด์บริการทางการเงิน
ต่อไปนี้สองปัจจัยจะนำไปสู่ความ ล้มเหลว :
1 ไม่เหมาะสมตัดขอบเขตโครงการ
2 ตัดสิ้นการฝึกอบรมผู้ใช้
การ ค้นหาของพวกเขาแสดงมาตรการต่างๆของความสำเร็จมีความเหมาะสมที่จุดที่แตกต่าง กันในวงจรประสบการณ์ ERP และผลลัพธ์ที่วัดได้ที่จุดหนึ่งในเวลาเพียงอย่างอิสระที่เกี่ยวข้องกับผลการ วัดในภายหลัง นี้เกิดขึ้นเพราะวงจรการเป็นกระบวนการ (จริงชุดของกระบวนการ) และไม่เชื่อมต่อเชิงกลระหว่างเงื่อนไขเริ่มต้นและสุดท้ายผล คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้งานที่เสนอเช่นการสลายตัวของโครงการเป็นส่วนจัดการ ระดับของงบประมาณที่จะจัดสรรให้กับโครงการและขั้นตอนการปอกลอกของแต่ละส่วน ผู้นำโครงการที่เหมาะสมและ / หรือร่วมดำเนินการและเพื่อ forth.Bancroft et al (1998) ให้ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญสำหรับการดำเนิน ERP รวมทั้งการสนับสนุนการจัดการบนการมีแชมป์การสื่อสารที่ดีกับผู้ถือหุ้นและมี ประสิทธิภาพการจัดการโครงการ นี้ได้มาจากการสนทนากับ 20 ปฏิบัติและจากการศึกษาของโครงการการดำเนินงานของ บริษัท ข้ามชาติสาม ก่อนการใช้ ERP เป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาความสามารถไอทีสำคัญ
Willcocks และ Sykes (2000) เสนอสถานการณ์สมมติและกรณีใช้เพื่อพิสูจน์สถานการณ์เหล่านี้ แตกต่างจากการพัฒนาโปรแกรมซอฟต์แวร์ใหม่ง่ายเป้าหมายหลักของ ERP คือการเติมเต็ม BPR (การปรับรื้อกระบวนการทางธุรกิจ) หลาย บริษัท ล้มเหลวในแง่ของการใช้ ERP นี้ ความล้มเหลวนี้ขับเคลื่อนด้วยต้องเปลี่ยนสำคัญในมนุษย์วัฒนธรรมและความ สัมพันธ์ขององค์กร
Willcocks และ Sykes เน้น Feeny และ Willcocks (1998) 9 แกน IT ความสามารถและเชื่อเหล่านี้ core เก้าความจุ IT ต้องเก็บไว้ในบ้านเนื่องจากในกรณีมา บริษัท มี outsource ทรัพยากรมนุษย์ที่ทำงานใกล้ชิดกับทีมในบ้านและให้ ที่ถ่ายทอดการเรียนรู้จะเกิดขึ้น
เพื่อให้ได้ความสามารถที่จำเป็น IT, Willcocks และ Sykes แนะนำกลยุทธ์ที่จะจัดการการใช้ ERP :
1 ผู้ใช้เทคโนโลยีกับ
กับความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ต่อการเรียนรู้และนวัตกรรมจะต้อง เป็น IT จะขึ้น organizationally แพร่หลายการพัฒนาจะไม่พึ่งพาผู้เชี่ยวชาญด้าน IT หรือ IT ผู้ผลิตภายนอก ผู้ใช้เองจะผ่านการทำงานเป็นทีมวิธี IT multifunctional, ความสัมพันธ์ส่วนตัวและเป้าหมายทางธุรกิจ
2 กำกับและพนักงาน
ธุรกิจ นวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพต้องการการสนับสนุนระดับสูงและผู้ชนะเลิศโครงการ ร่วมทีมที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งแนะนำ : เต็มเวลาผู้ใช้ที่มีประสิทธิภาพสูงในห้องพัก IT คนผู้เชี่ยวชาญกับสะพานสร้างทักษะบุคคลภายนอกเติมในงาน IT และผู้ใช้ความรู้ผู้จัดการ /
3 ปรัชญา Time - box
พวกเขาแนะนำ decomposing ดำเนินการเป็นโครงการขนาดเล็ก วิธีนี้จะช่วยลดความเสี่ยงโครงการ นี้เรียกว่าการแปลงปลาวาฬ"(โครงการขนาดใหญ่ไม่สามารถจัดการได้) เป็นปลาโลมา"(ขนาดเล็กและเพิ่มเติมโครงการจัดการ)
4 Supplier บทบาทที่ปรึกษา / ใน ERP
แรกที่ปรึกษากรอกขาดแคลนในบ้านของทักษะ ประการที่สอง บริษัท อาจเลือกที่จะ outsource IT ทั้งโครงการเพื่อลดความเสี่ยง Nah, Fiona Fui Hoon, et al (2001) เสนอ 11 ว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จการดำเนิน ERP : ทีมงาน ERP และองค์ประกอบการเปลี่ยนแปลงในโปรแกรมการจัดการและวัฒนธรรมสนับสนุนการ จัดการด้านแผนธุรกิจและวิสัยทัศน์การปรับรื้อกระบวนการทางธุรกิจด้วยการปรับ แต่งขั้นต่ำการบริหารโครงการติดตามและประเมินผลของ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพการพัฒนาซอฟต์แวร์ทดสอบและแก้ไขปัญหาแชมป์ โครงการธุรกิจที่เหมาะสมและ IT ระบบเดิม
Elisabeth J. Umble, et al จุด (2003) ว่าท้องตลาดซอฟแวร์สัญญารวมราบรื่นของกระแสข้อมูลทั้งหมดใน บริษัท ข้อมูลทางการเงินและการบัญชีข้อมูลทรัพยากรมนุษย์ข้อมูลห่วงโซ่อุปทานและ ข้อมูลลูกค้า แต่ผู้จัดการได้ต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่และมีค่าใช้จ่ายแห้วดีกับระบบข้อมูลและไม่ สามารถปฏิบัติงานไม่สอดคล้องกัน
พวกเขาแบ่ง CSFs ใน 10 หมวดหมู่ :

1 Clear เข้าใจเป้าหมายยุทธศาสตร์
2 มุ่งมั่นโดยการจัดการด้านบน
3 ยอดเยี่ยมการดำเนินการบริหารโครงการ
4 ทีมดำเนิน Great
5 สำเร็จการรับมือกับปัญหาด้านเทคนิค
6 ความผูกพันต่อองค์การการเปลี่ยนแปลง
7 การศึกษากว้างขวางและการฝึกอบรม
8 ความถูกต้องของข้อมูล
9 เน้นการวัดผลงาน
10 ปัญหา Multisided resol
ในหมู่พวกเขาบางชี้อยู่ในวรรณกรรมที่ผ่านมา" แต่ปัจจัยบางคนใหม่ ... ..

1) ข้อมูลความถูกต้อง
2) มาตรการที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ
3) ประสบความสำเร็จรับมือกับปัญหาด้านเทคนิค
4) การศึกษากว้างขวางและฝึกอบรม

ตาม Majed Al - Mashari (2003), et al วัดและประเมินผลการปฏิบัติงานปัจจัยที่สำคัญมากในการทำให้มั่นใจความสำเร็จ ขององค์กรใด ๆ ที่เป็น เป็นข้อเสนอแนะในอนุกรมวิธานที่วัดขึ้นในมุมมองที่สมดุลและเพื่อวัตถุ ประสงค์ในการพิสูจน์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ที่สามารถอำนวยความสะดวกในการ ตัดสินใจดำเนินการส่งมอบวัตถุประสงค์ขององค์กรและต่อการแข่งขันของธุรกิจ เพื่อให้ได้ระบบนี้ผู้เขียนแนะนำว่าปกติการตรวจสอบและเปรียบเทียบควรพิจารณา สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของศักยภาพสามารถทุกด้านของธุรกิจ นอกจากการเปรียบเทียบภายนอกอาจนำความคิดใหม่ความรู้และการปฏิบัติที่ดีในการ จัดการกับข้อบกพร่องในระบบ ERP, de bottlenecking, เพรียวลมกระบวนการ, เพิ่มประสิทธิภาพและการออกแบบใหม่เพื่อประโยชน์อย่างกว้างขวางมากขึ้น
หลัง จากการวิจัยใน CSF (ปัจจัยความสำเร็จ) ปัจจัยโดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก
1 ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ :
สนับสนุนการจัดการด้านบนแสดง ให้เห็นว่าการใช้ ERP ได้โดยทั่วไปการตัดสินใจจากบนลงล่างและความสำเร็จของการดำเนินการดังกล่าว ขึ้นอยู่กับการจัดตำแหน่งของการนำ ERP กับเป้าหมายทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์
2 ปัจจัย Tactical :
การจัดการโครงการที่มีประสิทธิภาพ -- เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จการตัดสินใจที่จะใช้ระบบ ERP การบริหารโครงการที่มีประสิทธิภาพเข้ามาในการเล่นการวางแผนประสานงานและการ ควบคุมเช่นโครงการซับซ้อน Re วิศวกรรมกระบวนการทางธุรกิจ -- มันเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะต้องพิจารณาขอบเขตที่ บริษัท ต้อง re - engineer กระบวนการทางธุรกิจปัจจุบันเพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ ERP ความเหมาะสมของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ -- การจัดการจะต้องตัดสินใจเลือกระวัง package ERP ที่เหมาะสมกับระบบเดิมเช่น แพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ฐานข้อมูลและระบบปฏิบัติการ
3 ปัจจัยการดำเนินงาน :
ศึกษา และฝึกอบรม -- เมื่อระบบ ERP สามารถและทำงานมันสำคัญมากที่ผู้ใช้จะสามารถที่จะใช้จึงควรตระหนักของ ตรรกศาสตร์ ERP และแนวคิดและควรจะคุ้นเคยกับคุณสมบัติของระบบ การมีส่วนร่วมของผู้ใช้ -- เข้าร่วมในการพัฒนาระบบและการใช้งานผู้ใช้ผ่านระยะเวลาการเปลี่ยนแปลงที่ให้ พวกเขาเวลาที่จะเข้าใจผลของโครงการ


ทดสอบเรื่อง การ set min-max "Negative days" ใน ITEM COVERAGE

7.7.53 ทดสอบเรื่อง การ set min-max "Negative days" ใน ITEM COVERAGE

ผลการทดสอบ Negative days คือ การนับวันที่ของ transaction ที่มีสถานะเป็น Ordered เช่น Purchase Order, Movement, Transfer,Biil of material, Production ย้อนหลัง หากวันที่ที่นับได้เป็นวันที่ที่ไม่ได้อยู่ใน rang ของวันที่ run scheduling ระบบจะไม่นำมาคำณวนเป็น On hand

ตัวอย่าง มีการ set negative days = 2 ; วันที่ run scheduling คือ วันที่ 7.7.53 ; วันที่ Delivery date ของ PO คือ 9.7.53 ;

Purchase Order
  • จะนับจากวันที่ Delivery date ถอยไป 2 วัน (delievery date = 9.7.53) คือ 8 --> 7
  • ถ้าวันที่ที่นับถอยหลังได้ (ในที่นี้คือวันที่ 7) เป็นวันที่เดียวกันกับวันที่ run scheduling ระบบก็จำนำ PO นี้มาคำณวนด้วย แต่ถ้าไม่ถึงวันที่
  • run : scheduling (7.7.53) ระบบก็จะไม่นำ PO นี้มาคำณวน


BupphaK

แจ้งปรับปรุง WEB Thai-Axapta.com

แจ้งปรับปรุง WEB Thai-Axapta.com

1.สรุป ภาพรวมทุก Page ในหน้าเดียว
2.Upload Forum ของ Version เก่าเข้า Facebook



Thai-Axapta.com ขอขอบคุณท่านสามาชิกเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้ามา join ร่วมกับเราจากที่เราไป Run Web ระยะหนึ่งบน Facebook

Thai-Axapta.com

Microsoft Dynamics AX คืออะไร

สิ่งที่ Microsoft พูดถึง คือ Microsoft Dynamics AX คือ



โซลูชั่นการวางแผนทรัพยากรสำหรับองค์กร หรือ ERP ที่รองรับการใช้งานหลายภาษาและหลายสกุลเงิน ได้รับการออกแบบมาสำหรับบริษัทขนาดกลางและใหญ่ จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ นี้อยู่ที่การทำงานด้านการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมและ e-business รวมทั้งยังมีฟังก์ชั่นสำหรับธุรกิจค้าส่งและบริการ





ในหน้านี้
·
ภาพรวมโดยย่อ
·
อุตสาหกรรมการผลิต
·
การบริหารด้านการเงิน
· การกำหนดค่าตามความต้องการ
· ครอบคลุมการทำธุรกิจทั่วโลก
ข้อมูลผลิตภัณฑ์


ภาพรวมโดยย่อ
Microsoft Dynamics AX ประกอบด้วยแอพพลิเคชั่นสำหรับการบริหารการเงิน, การบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า, การจัดการซัพพลายเชน, การบริหารทรัพยากรบุคคล, การบริหารโครงการ และการวิเคราะห์ ด้วยการทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เช่น Microsoft SQL Server, BizTalk Server, Exchange, Office และ Windows พนักงานจึงสามารถใช้งานได้ทันทีเนื่องจากมีการใช้งานในลักษณะที่คุ้นเคย ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม

โซลูชั่นนี้ถูกจำหน่ายผ่านเครือข่ายคู่ค้าทั่วโลก ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและสามารถปรับระบบให้ตรงกับความต้องการของคุณได้

อุตสาหกรรมการผลิต
Microsoft Dynamics AX สามารถถูกปรับแต่งให้สนับสนุนความต้องการของอุตสาหกรรมการผลิตโดยเฉพาะ และมีค่าใช้จ่ายรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) ต่ำ ประกอบด้วยการทำงานหลากหลายที่สนับสนุนซัพพลายเชนในรูปแบบ Build-to-Order, Engineer-to-Order และ Build-to-Forecast ในโหมดการผลิตทั้งแบบแยก (Discrete) และแบบรวม (Batch) จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ผลิตที่มีการทำงานแบบผสม

การบริหารด้านการเงิน
Microsoft Dynamics AX มีความสามารถด้านการเงินที่ครอบคลุม เพื่อให้บริษัทสามารถรวมบัญชีของบริษัทลูกหรือศูนย์กระจายสินค้าเข้าด้วยกัน โดยไม่ต้องคำนึงถึงสถานที่ตั้ง นอกจากนี้ พนักงานยังสามารถเรียกใช้บัญชี, รายงาน และการวิเคราะห์ได้ตามความเหมาะสมกับตำแหน่งงานอีกด้วย

สาธิตการทำงาน
Axapta Consolidation
ประมาณ 1 นาที
ดาวน์โหลด
Axapta_Financials.doc
503 KB
เอกสาร Microsoft Word
ดาวน์โหลด Flash Player
ดาวน์โหลด Office File Viewers


การกำหนดค่าตามความต้องการ


โซลูชั่นรวมที่สามารถกำหนดค่าได้ตามต้องการนี้ ช่วยให้คุณทำงานร่วมกับลูกค้า, คู่ค้า และผู้ขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถรองรับการเติบโตของธุรกิจได้ โดยคุณสามารถปรับหรือขยายการทำงานเพิ่มขึ้นได้ตามความต้องการในอนาคตด้วยสภาพแวดล้อมในการพัฒนาแบบ MorphX นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถออกแบบ, แก้ไข, คอมไพล์ และหาข้อผิดพลาด พร้อมกับเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ในหน้าจอเดียว

สาธิตการทำงาน
Axapta MorphX
ประมาณ 1 นาที
ดาวน์โหลด
Axapta_Tools.doc
348 KB
เอกสาร Microsoft Word
ดาวน์โหลด Flash Player
ดาวน์โหลด Office File Viewers


ครอบคลุมการทำธุรกิจทั่วโลก


Microsoft Dynamics AX ช่วยสร้างโอกาสทางการค้าให้คุณทั่วโลก ด้วยการรองรับการทำธุรกรรมจำนวนมากจากผู้ใช้จำนวนนับพันที่เข้ามาจากไซต์ต่างๆ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนภาษา, สกุลเงิน และข้อกำหนดทางกฎหมายในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก พนักงาน, ลูกค้า และผู้ขายจึงทำงานได้ด้วยภาษาและสกุลเงินของตนเอง Microsoft Dynamics AX สามารถขยายระบบเพื่อรองรับธุรกิจที่กำลังเติบโต และรองรับโอกาสใหม่ทางธุรกิจได้ทั้งในและต่างประเทศ

สาธิตการทำงาน
Axapta Multiple Country Support
ประมาณ 1 นาที
ดาวน์โหลด
Axapta_EP Roles.doc
303 KB
เอกสาร Microsoft Word
ดาวน์โหลด Flash Player
ดาวน์โหลด Office File Viewers


ข้อมูลผลิตภัณฑ์


มีจำหน่ายในประเทศ
ออสเตรเลีย, ออสเตรีย, เบลเยียม, แคนาดา, สาธารณรัฐเช็ก, เดนมาร์ก, เอสโตเนีย, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ฮังการี, ไอซ์แลนด์, อินเดีย, อิตาลี, ลัตเวีย, ลิทัวเนีย, มาเลเซีย, เนเธอร์แลนด์, นิวซีแลนด์, นอร์เวย์, โปแลนด์, โปรตุเกส, รัสเซีย, สิงคโปร์, แอฟริกาใต้, สเปน, สวีเดน, สวิตเซอร์แลนด์, ไทย, ตุรกี, สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา
รองรับภาษา
เช็ก, เดนนิช, ดัชซ์, อังกฤษ (แบบสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย, ไอริช และแอฟริกาใต้), เอสโตเนียน, ฟินนิช, เฟลมมิช, ฝรั่งเศส, ฝรั่งเศสแบบเบลเยียม, ฝรั่งเศสแบบสวิส, เยอรมัน, เยอรมันแบบออสเตรีย, ฮังกาเรียน, ไอซ์แลนดิก, อิตาเลียน, อิตาเลียนแบบสวิส, ลัตเวียน, ลิทัวเนียน, นอร์วีเจียน, โปลิช, โปรตุกิส, รัสเซียน, สแปนนิช, สวีดิช, ไทย และตุรกี
ความต้องการระบบ
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของข้อกำหนดทางฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับ Microsoft Dynamics AX ที่ ความต้องการระบบ
การสนับสนุน
มีทางเลือกทั้งแบบมีผู้เชี่ยวชาญสนับสนุน และทำการสนับสนุนด้วยตนเอง โดยเรียกใช้ข้อมูลได้ตลอดเวลา พิจารณาโปรแกรมสนับสนุน
การเชื่อมต่อ
Microsoft Dynamics AX สามารถเชื่อมโยงกับแอพพลิเคชั่นจำนวนมากของไมโครซอฟท์ เช่น Microsoft SQL Server, BizTalk Server, Exchange, Office และ Windows อ่านเอกสาร: การเชื่อมต่อ Microsoft Dynamics AX กับ Microsoft Office และ Microsoft SharePoint
โซลูชั่นขยายความสามารถ
ศึกษา รายการ Microsoft Dynamics AX Add-On Solutions หากต้องการรายละเอียดโซลูชั่นขยายความสามารถที่ได้รับการพัฒนาโดย Microsoft Certified Solution Developer
การสนับสนุนอุตสาหกรรมเฉพาะทาง
ค้นหาการทำงานและการสนับสนุนสำหรับอุตสาหกรรมที่คุณต้องการได้ที่ Microsoft Dynamics AX Industry Builder
การกำหนดค่าตามความต้องการ
Microsoft Dynamics AX เป็นโซลูชั่นปรับการทำงาน, เพิ่มคุณสมบัติพิเศษ และปรับการแสดงผลได้ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกำหนดค่า
การฝึกอบรม
Microsoft Dynamics มีหลักสูตรฝึกอบรมมากมายที่จะช่วยให้พนักงานของคุณใช้ผลิตภัณฑ์นี้ได้อย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รายละเอียดทางเลือกในการฝึกอบรม
การจัดซื้อ
ผลิตภัณฑ์ Microsoft Dynamics ทั้งหมดถูกจำหน่ายโดยคู่ค้าของไมโครซอฟท์ทั่วโลก ซึ่งมีบริการในรูปแบบที่คุณต้องการ ทั้งด้านการวางแผน, ติดตั้ง, ปรับการทำงาน, ให้การสนับสนุน และให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนการซื้อ, ทางเลือกในการชำระเงิน และราคา


ขอขอบคุณ Microsoft Thailand

RFID สำคัญฉะไหน


หลังจาก microsoft ได้ประกาศตัว Dynamics Ax โดยให้การสนับสนุนการทำงานก
ับระบบ RFID


แล้วมันคืออะไรหละ นั้นน่ะสิคือสิ่งที่เราต้องเรารู้ ดูจากแนวโน้ม ปี 2007 จะมีการนำ RFID ในเมืองไทยมากกว่า 30 เปอร์เซ็น เราคงต้องรู้จักกับเจ้า RFID กันหน่อย ..


RFID ย่อมาจากคำว่า Radio Frequency Identification เป็นเทคโนโลยีไร้สายที่ใช้ระบุ ลักษณะเฉพาะของคน สัตว์ และสิ่งของ ด้วยการติดแผ่นป้ายอิเล็กทรอนิกส์ (Tags) ที่มีการลงโปรแกรมควบคุมที่ระบุ อย่างเฉพาะเจาะจง โดยติดไปกับสิ่งที่ต้องการตรวจสอบ และระบุถึงข้อมูลของสิ่งนั้นๆ ซึ่งเทคโนโลยีนี้เป็นการนำเอาคลื่นวิทยุมาเป็นคลื่นพาหะเพื่อใช้ในการสื่อสารข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ 2 ตัวที่เรียกว่า แผ่นป้าย (Tag) และตัวอ่านข้อมูล (Reader หรือ Interrogator)



รูปที่ 1 แผนผังการทำงานของระบบ RFID

องค์ประกอบของระบบ RFID
RFID Tag หรือ Label คือแผงวงจรวิทยุขนาดเล็กบรรจุข้อมูลความจำ (Memory chip) บนแผ่นกระดาษขนาด 2 ตารางนิ้ว ที่สามารถเก็บข้อมูลได้ถึง 2,000 บิตต่อชิปหนึ่งตัว RFID TAG มี 2 ชนิดคือ
Active Tag : ประกอบด้วยเครื่องรับ-ส่งคลื่นวิทยุ และแบตเตอรี่ที่ให้พลังงานในตัวเอง ทำให้สามารถรับ-ส่งสัญญาณข้อมูลกับ RFID Reader ได้ในระยะไกล สามารถทำงานในบริเวณที่มีสัญญาณ รบกวนได้ดี และสามารถอ่านและเขียนข้อมูลลงใน Tag ชนิดนี้ได้ แต่มีข้อเสียคือ มีอายุการใช้งานจำกัดตามอายุของ แบตเตอรี่ และมีราคาแพงกว่าแบบ Passive Tag
Passive Tag : ไม่มีแบตเตอรี่ในตัวเอง น้ำหนักเบา อายุการใช้งานไม่จำกัด และราคาถูกกว่าแบบ Active Tag ลักษณะการทำงานคือ เมื่อได้รับสัญญาณที่ RFID Reader ส่งมา (อยู่ภายในรัศมีสัญญาณ ประมาณ 3 เมตร) จะทำการแปลงสัญญานนั้นเป็นพลัง งาน(Beam Powered) เพื่อใช้ในการส่งข้อมูลของตัวเองกลับไปยัง Reader โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า Backscatter แต่ข้อเสียคือระยะการรับส่งข้อมูลใกล้ ตัวอ่านข้อมูลต้องมีความไว้สูง และจะถูกรบกวนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ง่าย
RFID Reader หรือ Interrogator คือตัวอ่านข้อมูล มีหน้าที่รับข้อมูลที่ส่งมาจาก Tag แล้วทำการตรวจสอบความผิดพลาดของ ข้อมูล ถอดรหัสข้อมูล และนำข้อมูลผ่านเข้าสู่กระบวนการต่อไป ซึ่ง Reader ที่ดีต้องมีความสามารถในการป้องกัน การอ่านข้อมูลซ้ำ เช่นในกรณีที่ Tag ถูกวางทิ้งอยู่ในบริเวณสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่ Reader สร้างขึ้น หรืออยู่ในระยะการรับส่ง ก็อาจทำให้ Reader ทำการรับหรืออ่านข้อมูลจาก Tag ซ้ำอยู่เรื่อย ๆไม่สิ้นสุด ดังนั้น Reader ที่ดีต้องมีระบบป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ ที่เรียกว่าระบบ "Hands Down Polling" โดย Reader จะสั่งให้ Tag หยุดการส่งข้อมูลในกรณีเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว หรืออาจมีบางกรณีที่มี Tag หลาย Tag อยู่ในบริเวณสนามแม่เหล็กไฟฟ้าพร้อมกัน หรือที่เรียกว่า "Batch Reading" Reader ควรมีความสามารถที่จะจัดลำดับการอ่าน Tag ทีละตัวได้
3. Antenna เป็นสายอากาศที่เชื่อมต่อกับ Reader เป็นตัวรับและส่งคลื่นความถี่วิทยุ ซึ่งเป็นคลื่นพาหะ ที่ผ่านการทำมอดูเลต กับข้อมูลแล้ว ซึ่งการรับส่งคลื่นมี 2 วิธีด้วยกัน คือ วิธีเหนี่ยวนำคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า (Inductive Coupling หรือ Proximity Electromagnetic) กับ วิธีการแผ่คลื่นแม่ เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Propagation Coupling) ดังรูป



รูปที่ 2 แสดงการสื่อสารระหว่าง Tag และ Reader
หลักการทำงานเบื้องต้น
1. Reader จะทำการปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ออกมาตลอดเวลา และคอยตรวจจับว่ามีแท็กเข้ามา อยู่ ในบริเวณสนามแม่เหล็กไฟฟ้าหรือไม่
2. เมื่อมี Tag เข้ามาอยู่ในบริเวณสนามแม่เหล็กไฟฟ้า Tag จะได้รับพลังงานไฟฟ้าที่เกิดจาก การเหนี่ยว นำของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อให้ Tag เริ่มทำงานและจะส่งข้อมูลในหน่วยความจำที่ผ่านการมอดูเลต กับคลื่นพาหะ แล้วออกมาทางสายอากาศที่อยู่ภายใน Tag
3. คลื่นพาหะที่ถูกส่งออกมาจาก Tag จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแอมปลิจูด, ความถี่ หรือเฟส ขึ้นอยู่กับ วิธีการมอดูเลต
4. Reader จะตรวจจับความเปลี่ยนแปลงของคลื่นพาหะ แปลงออกมาเป็นข้อมูลแล้วทำการถอดรหัส เพื่อนำข้อมูลไปใช้งานต่อไป



รูปที่ 3 ตัวอย่างการใช้งาน Tag และ Reader


การประยุกต์ใช้งาน RFID จะมีลักษณะการใช้งานที่คล้ายกับบาร์โค้ด (Bar code) แต่ต่างกันตรงที่ Tag ของระบบ RFID สามารถอ่านและบันทึกข้อมูลได้ ดังนั้นผู้ใช้จึงสามารถบันทึก หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่อยู่ใน Tagsได้ และสามารถนำ Tags ไปติดกับกระดาษ พลาสติก ฝั่งในแก้ว หรือการ์ดก็ได้ขึ้นความเหมาะสมในการนำไปใช้งาน



รูปที่ 4 รูปแบบต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์ RFID
วิวัฒนาการของ RFID จากอดีตจนถึงปัจจุบัน
Radio Frequency Identification (RFID) : เทคโนโลยีไร้สายที่ใช้คลื่นวิทยุ ในการระบุลักษณะเฉพาะของคน สัตว์ และสิ่งของ เริ่มต้นขึ้นในศตวรรษที่ 20


20th Century
เทคโนโลยี RFID ถือกำเนิดมาจากพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า โดยนักวิทยาศาสตร์ได้มีการคิดค้นทฤทษฎีต่าง ๆ ในการนำเอาพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า มาใช้กับการรับส่งคลื่นวิทยุ และพัฒนามาจนกลายเป็นเทคโนโลยี RFID ในที่สุด โดยประมาณปี 1922 ได้มีการพัฒนาเรดาร์ขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อใช้ในการตรวจจับ ระบุตำแหน่ง และความเร็วของวัตถุให้กับกองทัพ และในช่วงสุดท้ายของการพัฒนาเรดาร์นี้เองเทคโนโลยี RFID จึงถือกำเนิดขึ้น จากการรวมกันของเทคโนโลยีการกระจายคลื่นวิทยุ และ เรดาร์


1940s
ในปี 1948 มีการนำเสนอผลงานเกี่ยวกับ RFID ออกสู่สาธารณชน เรื่อง “ Communication by Means of Reflected Power.” โดย Harry Stockman


1950s : Early Exploration of RFID Technology
ยุคเริ่มต้นของการสำรวจเทคโนโล ยี RFID มีผลงานการพัฒนาที่เกิดขึ้นในยุคนี้ ได้แก่ "Application of the microwave homodyne" ของ F. L. Vernon's และ "Radio transmission systems with modulatable passive responder . ” ของ D.B. Harris ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนการพัฒนา RFID ให้ก้าวต่อไปข้างหน้า


1960s : RFID Become Reality
ยุคของการพัฒนาเทคโนโลยี RFID มีผลงานการพัฒนาได้แก่ "Field measurements using active scatterers" and "Theory of loaded scatterers" ของ R. F. Harrington , "Remotely activated radio frequency powered devices" ของ Robert Richardson , "Communication by radar beams" ของ Otto Rittenback , "Passive data transmission techniques utilizing radar beams" ของ J. H. Vogelman และ "Interrogator-responder identification system" ของ J. P. Vinding
และกิจกรรมเชิงพาณิชย์ของ RFID ได้เริ่มต้นเป็นครั้งแรกในปี 1960 จากการพัฒนาและจำหน่ายเครื่องตรวจจับอิเล็กทรอนิกส์เพื่อป้องกันขโมย ที่เรียกว่า Electronic Article Surveillance (EAS) ของบริษัท Sensormatic Checkpoint และบริษัทอื่น ๆ เช่น Knogo


1970s : Explosion of RFID Development.
การพัฒนาเทคโนโลยี RFID ได้รับความสนใจอย่างมาก ทั้งจากภาครัฐ และภาคเอกชน โดยมีบริษัทใหญ่ ๆ เช่น Raytheon ทำการพัฒนา Raytag ,RCA and Fairchild พัฒนา "Electronic identification system" และ "Passive encoding microwave transponder" รวมถึงการพัฒนาจากสถาบันการศึกษา ซึ่งสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ คือ Los Alamos Scientific Laboratory ได้นำเสนอผลงานพัฒนาที่ก้าวหน้าและสำคัญ เรื่อง “Short-range radio-telemetry for electronic identification using modulated backscatter" โดย Alfred Koelle, Steven Depp และ Robert Freyman
และในยุคนี้ได้เริ่มมีการนำเอา เทคโนโลยี RFID มาใช้ในงานด้านอื่น ๆ อาทิเช่น ระบบเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ การใช้งานในโรงงาน การติดตามสัตว์ หรือยานพาหนะ เป็นต้น


1980s : Commercial Applications of RFID
นับเป็นทศวรรษแห่งการใช้งานเทคโนโลยี RFID อย่างเต็มรูปแบบ ถึงแม้ว่าการพัฒนาจะแตกต่างกันไปในแต่ละส่วนของโลก แต่ความสนใจของสหรัฐอเมริกามุ่ง ไปที่การนำ RFID มาใช้ในระบบขนส่ง การเข้าถึงบุคคล และขยายไปถึงการติดตามสัตว์ สำหรับในยุโรปสนใจในระบบ Short-range สำหรับสัตว์ อุตสาหกรรม และด้านธุรกิจ ในประเทศอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และนอร์เวย์มีการเตรียมถนนหรือ สะพานให้พร้อมสำหรับการใช้เทคโนโลยี RFID ในอนาคต จนในปี 1987 ประเทศนอร์เวย์ได้เริ่มใช้ระบบเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์นี้ในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกาใน ปี 1989 ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองของ New York และ New Jersey เริ่มใช้กับรถบัสที่ผ่านอุโมงค์ Lincoln จะเห็นว่าในช่วง 10 ปีนี้เทคโนโลยี RFID ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญกับ ระบบเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ มากขึ้น และยังมีผู้พัฒนารายใหม่มากเพิ่ม ขึ้นทุกวัน


1990s : RFID becomes a part of everyday life.
เป็นทศวรรษสำคัญของ RFID มีการกำหนดมาตรฐาน RFID และมีการจดสิทธิบัตรมากกว่า 350 ฉบับ อีกทั้ง มีการนำมาใช้งานเชิงพาณิชย์อย่างกว้างขวาง เช่นระบบเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ในประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ที่สหรัฐอเมริกา ในปี 1991 มีการเปิดใช้งานบนทางหลวงใน Oklahoma และปี 1992 นำระบบเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์นี้มาใช้ร่วมกับระบบบริหารการจราจรในพื้นที่ Houston มลรัฐ Harris รวมถึงประเทศแถบยุโรป แคนาดา เม็กซิโก อาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงค์โปร์ และไทย


The 21st Century
ปัจจุบันได้เริ่มมีการพัฒนาเทคโนโลยี RFID ให้ประยุกต์ใช้งานในเชิงพาณิชย์ มากขึ้น อาทิเช่น การบริหารจัดการสินค้าในธุรกิจค้าปลีก การจัดการข้อมูลและประวัติผู้ป่วยในธุรกิจโรงพยาบาลและสถานพยาบาลต่าง ๆ (Health Care) การจัดการข้อมูลสัตว์เลี้ยงของ ธุรกิจฟาร์มปศุสัตว์ (Animal Identification) การจัดการข้อมูลงานทะเบียนของภาครัฐ และการรักษาความปลอดภัย การเข้าออกของอาคาร สำนักงาน (Security Access) เป็นต้น


เทคโนโลยี RFID กับการพาณิชย์


ธุรกิจค้าปลีก


ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยี RFID มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจค้าปลีก ด้านการบริหารจัดการสินค้า เพื่อให้สามารถควบคุมดูแลสินค้า ได้ ตั้งแต่เริ่มต้นกระบวน สั่งสินค้าจาก Suppliers จนส่งมอบสินค้าถึงมือลูกค้า และเพื่อให้สามารถใช้ข้อมูล แบบ real-time ร่วมกันได้อย่างอัตโนมัติ โดยความท้าทายคือการหาวิธีในการบริหารจัดการข้อมูล ทั้งในเรื่องการกลั่นกรองข้อมูล ใช้ หรือแชร์ข้อมูลนั้นร่วมกันระหว่างบริษัท ค้าปลีก และซัพพายเออร์ โดยบริษัทที่เป็นผู้ริเริ่ม และมีบทบาทสำคัญในการนำเทคโนโลยี RFID มาใช้คือ Wal-Mart ยักษ์ใหญ่แห่งวงการค้าปลีกของประเทศ สหรัฐอเมริกา และของโลก และ Tesco Lotus ของประเทศอังกฤษ



Wal-Mart บริษัทค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดใน สหรัฐอเมริการ ก่อตั้งเมื่อปี 1962 ปัจจุบันที่ร้านค้ากว่า 500 ร้าน และมีคลับผุ้ค้าส่งในกว่า 10 ประเทศ บริษัทมียอดขายกว่า 9.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ
การศึกษาเทคโนโลยี RFID ทาง Wal-Mart ได้ทำการศึกษาถึงศักยภาพของเทคโนโลยี RFID มาเป็นเวลากว่า 12 ปี ที่ Rogers, Ark., โดยทำการทดสอบ tags และ readers จากผู้ขายจำนวนหลายราย และศึกษาถึงประสิทธิภาพการใช้ง านของอุปกรณ์เหล่านี้ภายใต้ สภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกันของศูนย์ กระจายสินค้าและห้อง เก็บของ และยังได้ร่วมมือกับ Auto-ID Center (องค์กรวิจัยแบบไม่แสวงหากำไร ตั้งอยู่ที่ Massachusetts Institute of Technology) มาเป็นเวลา 2 ปีครึ่ง เพื่อพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยี RFID


การประกาศใช้เทคโนโลยี RFID เมื่อศึกษาจนแน่ใจในตัวเทคโนโลยี RFID แล้ว Wal-mart จึงประกาศให้ซัพพายเออร์ 100 รายแรกติด RFID tags บนลังใส่สินค้า และ pallets (ถาดที่ทำจากไม้หรือเหล็กสำหรับ วางลังสินค้าจำนวนมาก) ที่ส่งเข้าศูนย์กระจายสินค้า และร้านค้า ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 2005 แห่ง ซึ่งถ้าซัพพายเออร์รายใดไม่ปฏิบัติตามจะต้องถูก และตั้งเป้าภายในสิ้นปี 2005 กำหนดใช้ RFID กับร้านค้า 3,000 แห่ง และศูนย์กระจายสินค้า 100 แห่ง แต่เนื่องจาก RFID เป็นเทคโนโลยีที่ใหม่มากสำหรับ วงการค้าปลีก จึงมีคำถามเกิดขึ้นมากมายเช่น จะนำเทคโนโลยี RFID นี้มาใช้อย่างไร ข้อมูลใดบ้างที่ต้องแชร์กันระหว่าง Wal-Mart กับฃัพพายเออร์จำนวนมาก และบริษัทจะติดตามสินค้าด้วยบาร์โค้ดไปพร้อมกับ RFID tags ขณะทำการขนส่งได้ แต่ถึงแม้จะมีคำถามและข้อสงสัยต่าง ๆ ทาง Wal-Mart ยังคงยืนยันการใช้เทคโนโลยี RFID นี้เพราะบริษัทจะได้รับประโยชน์ ทั้งในด้านประสิทธิภาพการทำ งานดีขึ้น ต้นทุนที่ลดลง และยอดขายที่เพิ่มขึ้น


ประโยชน์ที่ Wal-Mart ได้รับจากการนำเทคโนโลยี RFID มาใช้
สามารถลดจำนวนพนักงานที่มีหน้า ที่สแกน bar code บน pallets และลังสินค้า รวมถึงสินค้าในร้านค้า ทำให้ลดต้นทุนแรงงานได้ 15 เปอร์เซ็นต์คิดเป็นเงิน 6.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ
จากการใช้ระบบ smart shelf ในการจัดการกับสินค้าบนชั้นวางสินค้าในร้านค้า ทำให้ประหยัดไปได้ถึง 600 ล้านเหรียญสหรัฐ
ลดการสูญหายของสินค้า ทั้งจากการขโมยของพนักงาน หรือการโกงจากผู้ขาย และการบริหารที่ผิดพลาด ทำให้ประหยัดไปได้ 575 ล้านเหรียญสหรัฐ
ด้วยระบบการติดตามที่ดีที่ใช้ก ับ pallets และลังสินค้าที่ผ่านเข้าออกศูนย์กระจายสินค้าในแต่ละปีทำให้บริษัทสามารถประหยัดได้ถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐ
ลดค่าใช้จ่ายในการบริหารสินค้า คงคลังได้ถึง 180 ล้านเหรียญสหรัฐ



Tesco ประกอบธุรกิจในรูปแบบ Supermarket , Hypermarket และ Convenience Store ในประเทศอังกฤษ ไอร์แลนด์ ยุโรปกลาง และเอเชีย รวมแล้วกว่า 2000 แห่ง ซึ่งอยู่ในอังกฤษถึง 1982 แห่งด้วยกัน โดยเมื่อปี 2003 บริษัทมียอดขายกว่า 41 พันล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ที่ สุดในเกาะอังกฤษ


การศึกษาเทคโนโลยี Tesco เป็นบริษัทแรกที่พัฒนาเทคโนโลยี Smart Shelf ที่ได้รับการออกแบบโดย Gilletes และเป็นรายแรกที่ทดลองใช้ ระบบ low-cost antenna ที่พัฒนาโดย MeadWestvaco’s Intelligent System (MWVIS) พื่อที่จะติดตาม CDs ในร้านค้าได้ สำหรับการทดลอง RFID Tesco ทำงานร่วมกับ Alien Technology , IBM Business Consulting Services, Intel , IPI และ Auto-ID Center ขั้นตอนการทดลองคือ เมื่อศูนย์กระจายสินค้ารับคำสั่งซื้อจากร้านค้าแล้ว พนักงานมีหน้าที่ไปจัดสินค้าทั้ง หมด ( ซึ่งได้รับการติด RFID tag จากซัพพายเออร์แล้ว) รวบรวมไปวางไว้บน pallet ที่ติด RFID tag ไว้ เพื่อนำส่งไปยังร้านค้า โดยผ่านจุดเข้า-ออกของศูนย์กระจาย สินค้าซึ่งติด RFID reader ไว้ ซึ่งในขั้นตอนการผ่านเข้า-ออกจะมีการอ่านและบันทึกข้อมูลสินค้า และเวลาเข้าออก เก็บไว้ ทำให้ทางบริษัทสามารถติดตามตรวจ สอบสินค้าทุกชิ้นที่ผ่านเข้า ออกศูนย์กระจายสินค้านี้ได้


การประกาศใช้เทคโนโลยี RFID ในเดือนเมษายน 2004 ทาง Tesco ได้เริ่มแนวคิดที่จะนำ RFID มาใช้ในธุรกิจ โดยทำการติด RFID tag บนบรรจุภัณฑ์ของสินค้าประเภท nonfood ที่ศูนย์กลางกระจายสินค้า เพื่อให้สามารถติดตามสินค้าไปจนถึงร้านค้าได้ และประมาณเดือนกันยายนซัพพายเออร์ บางรายจะเริ่มติด tag บนบรรจุภัณฑ์ของสินค้าที่จะส่งไปยังศูนย์กลางกระจายสินค้าของ Tesco แต่ทางบริษัทไม่ได้กำหนดวันที่ แน่นอนที่ซัพพายเออร์ทุกราย ต้องติด tag บนสินค้าของตนเอง เพียงแต่ประมาณการไว้ในเดือนกันยายน 2005 จะดำเนินการให้ครอบคลุมสินค้าหลัก ๆ และขยายให้ครอบคลุมสินค้าทั้งหมด ในเดือนกันยายน 2006 และคาดว่าจะใช้เทคโนโลยี RFID ได้ตลอดกระบวนการของห่วงโซ่อุป ทานในปี 2007


การดำเนินการของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดในห่วงโซ่อุปทาน เมื่อมีการนำเทคโนโลยี RFID มาใช้
ด้านซัพพายเออร์ นอกจากจะต้องติด tags ที่ pallets และลังใส่สินค้าที่ส่งให้บริษัท ค้าปลีก อย่าง Wal-Mart และ Tesco Lotus แล้ว ยังต้องทำการติดตั้งเครื่องอ่าน RFID readers ในโรงงาน โกดังสินค้า และศูนย์กระจายสินค้าของตนเองด้วย และจากความต้องการที่แตกต่างกัน ไปของผู้ค้าปลีกแต่ละราย ทางซัพพายเออร์อาจต้องใช้ tag ชนิดพิเศษ ต้องติด tag ให้ตรงตามตำแหน่งที่กำหนด และต้องจัดเรียงลังใส่สินค้าบน pallet ตามรูปแบบที่กำหนดโดยเฉพาะ ไม่สามารถจะวางกองสุ่ม ๆ กันแบบเมื่อก่อนได้อีกแล้ว และเนื่องจาก RFID tags ที่ใช้จะเก็บ serial number ซึ่งมีความหมายต่าง ๆ กันไป ดังนั้นทางซัพพายเออร์ต้องมีการ ดำเนินการด้าน IT คือต้องทำการสร้างฐานข้อมูลเพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับตัวสินค้า ว่าสินค้านั้นคืออะไร ผลิตจากที่ไหน และมีวันหมดอายุเมื่อไร โดยทางผู้ค้าปลีกต้องกำหนดให้แน่นอนว่าต้องการข้อมูลอะไรบ้าง มีรูปแบบอย่างไร และจะสามารถแชร์ข้อมูลกันได้อย่าง ไร ซึ่งทั้งหมดนี้ทางผู้ค้าปลีกและ ซัพพายแออร์ต้องทำงานประสาน กันเป็นอย่างดี


ด้านบริษัทพัฒนาซอฟท์แวร์ต้องทำ การสร้าง fields ใหม่เพื่อรองรับข้อมูล หรือเพิ่ม module การทำงาน หรือ upgrade ผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับ serial number ใน RFID tags แต่สุดท้ายแล้วทางผู้ค้าปลีกและ ซัพพายเออร์ต้องจัดเตรียม middleware ไว้คอยรับข้อมูลจำนวนมหาศาลที่มาจากเครื่องอ่าน โดยต้องมีวิธีการจัดการที่ดี ในการรับเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เข้าสู่ระบบ และมีวิธีกำจัดข้อมูลที่เข้ามาซ้ำ หรือผิดพลาดออกไปจากระบบ โดยทาง IT และผู้จัดการร้านต้องหาวิธีที่ เหมาะสมในการที่จะจัดการกับ ปริมาณสินค้าคงคลังไม่ให้มี มากหรือน้อยจนเกินไป


ปัญหา และอุปสรรคของเทคโนโลยี RFID
ถึงแม้ทุกฝ่ายจะเตรียมการดังก ล่าวข้างต้นเป็นอย่างดี แต่การนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก จากอุปสรรคเกี่ยวกับข้อจำกัดของ คลื่นที่ใช้ส่งระหว่าง tags และ readers คือคลื่นที่ถูกส่งออกไปจะสะท้อนกลับเมื่อกระทบกับโลหะ และคลื่นความถี่จะถูกดูดซับโดย น้ำ รวมถึงความผิดพลาดจากการอ่านค่า ปัญหาเหล่านี้ทำให้บรรดาผู้ค้า ปลีกต้องหาข้อสรุปสำหรับข้อ จำกัดเหล่านี้ เพราะมีสินค้ากว่า 100 ชนิดที่มีน้ำบรรจุอยู่ในปริมาณที่สูง หรือทำมาจากโลหะ


แนวโน้มการเติบโตของเทคโนโลยี RFID
บางคนมองว่าเทคโนโลยี RFID นี้ ไม่เหมาะกับระบบห่วงโช่อุปทานแบบเปิดที่มีการซึ้อขายสินค้าหลากหลาย
แบรนด์ แต่เหมาะกับระบบห่วงโช่อุปทานแบบ ปิด อย่างเช่น กลุ่ม Marks & Spencer ที่ขายสินค้าเฉพาะแบรนด์ของตนเองเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผู้คนส่วนมากคาดหวังว่าการนำ RFID tags มาใช้จะเกิดได้อย่างรวดเร็ว เพราะเกิด ‘Network Effect’ จากการที่ Wal-Mart และ Tesco เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าหลายประเภท ทั้งชิ้นส่วนรถยนต์ เสื้อผ้า ของชำ ยา และสินค้าเพื่อความบันเทิง ทำให้การใช้เทคโนโลยี RFID สามารถกระจายเครือข่ายไปในอุตสา หกรรมต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อซัพพายเออร์จำนวนมากปรับตัวมาใช้เทคโนโลยี บรรดาผู้ค้าปลีกรายอื่นก็ได้รับ ประโยชน์จาก RFID ตามไปด้วย เป็นผลให้ราคาของ tags และ readers ถูกลงเป็นตัวกระตุ้นให้บริษัทต่าง ๆ กระโดดเข้าใช้เทคโนโลยี RFID นี้เพิ่มขึ้นในอนาคต


ธุรกิจโรงพยาบาล (Health Care)
รับโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลอื่น ๆ มีการนำเอาระบบ RFID มาใช้ในด้านต่างๆ เช่น การบันทึกประวัติผู้ป่วย และการรักษา รวมถึงการจัดการยาและเวชภัณฑ์ โดยประโยชน์ที่ทางโรงพยาบาลจะได้รับจากการบันทึกประวัติผู้ป่วยด้วยระบบ RFID คือ เมื่อผู้ป่วยเข้ามาในโรงพยาบาล เครื่องอ่านข้อมูล จะทำการอ่านข้อมูลจาก Tag ของผู้ป่วยที่เข้ามา เจ้าหน้าที่ก็จะทราบประวัติ และรายละเอียดการักษาพยาบาลของ ผู้ป่วยรายนั้น ๆ ได้ทันที ทำให้สามารถให้บริการกับผู้ป่วยรายนั้นได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาในการค้นประวัติ อีกทั้งยังสามารถติดตามดูแลผู้ ป่วยได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น เช่นในกรณีที่ผู้ป่วยไม่มาพบแพทย์ ตามวันและเวลาที่นัดไว้ ทางโรงพยาบาลก็สามารถทราบได้จากระ บบแจ้งเตือน และเจ้าหน้าที่ก็จะทำการติดต่อไปยังผู้ป่วยเพื่อเตือนให้มาตามนัด หรืออาจติดตามไปถึงบ้านในกรณีของผู้สูงอายุ สำหรับการจัดการด้านยาและเวชภัณฑ์ การติด Tag ที่ยาหรือเวชภัณฑ์ทำให้ทราบรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับยาชนิดนั้น เช่นวันผลิต วันหมดอายุ หรือทราบจำนวนที่เหลือในคงคลัง เจ้าหน้าที่ไม่ต้องคอยจำหรือดูบันทึก ซึ่งบางครั้งก็เกิดความผิดพลาดขึ้นได้ ทำให้ระบบมีความถูกต้องแม่นยำขึ้น และสามารถบริหารระบบคงคลังได้ดีขึ้น จึงลดต้นทุนในส่วนนี้ลงได้ สำหรับผู้ป่วยจะได้รับการความสะดวก รวดเร็วในการไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ได้รับการรักษาที่ถูกต้องเชื่อ ถือได้ และได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในกรณีของผู้สูงอายุ


ธุรกิจฟาร์มปศุสัตว์(Animal Identification)
มีการนำเอา RFID มาใช้ในการพัฒนาด้านปศุสัตว์ให้เป็นระบบ ฟาร์ม ออโตเมชั่น ด้วย Tag ติดตัวสัตว์เลี้ยง ทำให้สามารถทราบเจ้าของ ตรวจสอบสายพันธุ์ การให้อาหาร และการควบคุมโรคติดต่อในสัตว์ได้


งานทะเบียนของรัฐ
ระบบทะเบียนประวัติโดยทั่วไป จะใช้การพิมพ์ลายนิ้วมือประกอบ การทำประวัติ แต่เนื่องจากครื่องพิมพ์ลายนิ้วมือยังไม่มีความแน่นอน 100 % เช่น เลนส์อ่านสกปรกหากมีการใช้งานจำนวน มาก และคนประมาณ 5-10 % จะมีปัญหากับลายนิ้วมือ เนื่องจากมีลายนิ้วมือที่ใกล้เคียง กัน ดังนั้นในหลายประเทศจึงได้มีแนว คิดนำเอา RFID มาใช้เก็บทะเบียนประวัติในรูปของการ์ด (e-Citizen) และทำระบบความปลอดภัยเชื่อมต่อ กับฐานข้อมูลคนเข้าเมืองร่วม กับการใช้ e-Passport แทนการพิมพ์ลายนิ้วมือ


ระบบรักษาความปลอดภัย (Security Access)
ปัจจุบันการใช้บัตรที่มีแถบแม่ เหล็กในการเข้า-ออกสำนักงาน อาคาร มักเกิดปัญหาแถบแม่เหล็กเสีย เมื่อรูดไปนานๆ ซึ่งปัญหาดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ด้วยเทคโนโลยี RFID ที่นำมาประยุกต์ใช้กับระบบเข้า-ออก สำนักงาน โดยทำให้อยู่ในรูปของบัตร ที่เรียกว่า Proximity Card ที่สามารถทำงานได้เพียงแค่แตะ หรือแสดงผ่านหน้าเครื่องอ่านเท่า นั้น หมดปัญหาแถบแม่เหล็กสีย ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนบัตรใหม่ได้ หรือสามารถใช้ในการบันทึกเวลา เข้า - ออกของพนักงานได้อีกทางหนึ่งด้วย


เทคโนโลยี RFID กับประเทศไทย
สำหรับประเทศไทยนั้นได้เริ่มมี บริษัทที่ทำธุรกิจด้านนี้ ตั้งแต่การออกแบบไมโครชิป ผลิตการ์ด การออกแบบเครื่องอ่าน (Reader) จนถึงการทำระบบ (System Integration) แต่หลายบริษัทยังขาดประสบการณ์การเป็นห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง ขาดบุคลากรที่มีความชำนาญ ด้านเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ชั้น สูง ตลอดจนเงินทุนสนับสนุนการพัฒนา และถึงแม้จะมีข้อสรุปจากการร่วม เสวนาของภาครัฐและภาคเอกชน ให้มีการจัดตั้งเป็นคลัสเตอร์สำหรับ RFID ใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ ที่เกี่ยวข้องด้วยกัน เพื่อหาจุดเริ่มต้นในการพัฒนา และกำหนดมาตรฐาน RFID ของประเทศไทยเอง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับความตื่น ตัวและการสนับสนุนจากภาครัฐ ของประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ประเทศไทยยังตามหลังอยู่อีกหลาย ช่วงตัว ดังนั้นประเทศไทยจึงควรหันมาให้ค วามสนใจ โดยเฉพาะภาครรัฐต้องให้การสนับ สนุนอย่างจริงจัง และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาให้ประเทศไทยก้าวทัน กับเทคโนโลยี RFID ที่กำลังมีบทบาทสำคัญกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในทศวรรษนี้


เทคโนโลยี RFID กับการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
ทุกสิ่งย่อมมีสองด้านเสมอ และเทคโนโลยี RFID ก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้จะมีคุณประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน แต่ก็สามารถก่อให้เกิดผลเสียกับ ประชาชน หรือผู้บริโภคได้ ด้วยคุณสมบัติอันอัจฉริยะของเทคโนโลยี เช่น ประวัติการซื้อสินค้า หรือข้อมูลประจำตัวของเราอาจถูก บันทึกไว้ตอนซื้อสินค้าใน ร้านค้า และข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ โดยเจ้าของร้านค้า เพื่อทำโฆษณาขายสินค้าให้ตรงกับพฤติกรรมาของเราต่อไป นั่นหมายถึงเราจะถูกรุกรานจากโฆษณา เหล่านั้นอยู่เสมอ หรือในกรณีที่เรามี tag อยู่กับตัว ไม่ว่าจะติดอยู่กับเสื้อผ้า รองเท้า หรือสิ่งของต่าง ๆ เมื่อเราอยู่ในรัศมีสัญญาณของเครื่องอ่าน (Readers) ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเราจะถูกเปิด เผย ทั้งหมดนี้ หมายถึงสิทธิส่วนบุคคลของเราได้ถูกละเมิด โดยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดังกล่าวแล้ว ซึ่งในหลายประเทศให้ความสำคัญ และหาทางป้องกันกับเรื่องนี้ โดยมีการออกกฎหมายคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิดังกล่าว แต่สำหรับประเทศไทย ประชาชนยังให้ความสำคัญต่อข้อมูล ส่วนบุคคลค่อนข้างน้อย ดังนั้นทางผู้ที่เกี่ยวข้องจึง ควรมีการเผยแพร่ และกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญ ควบคู่ไปกับการพัฒนากฎหมายคุ้ม ครองข้อมูลส่วนบุคคลให้มีประ สิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้สามารถรองรับและป้องกันความเสี่ยงอันเกิดจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน และอนาคตได้


แหล่งที่มาข้อข้อมูล: คุณ กันต์ฤทัย อัศวรุ่งไพศาล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แสดงความคิดเห็น